16 ธันวาคม 2551

พ่อหลวงของแผ่นดิน


หัวใจลูก ตั้งสัตย์ อธิฐาน เทวาวาล จงปกป้อง ครองรักษา

พ่อหลวงของ ปวงชน ไทยรามา อายุกว่า ร้อยปี ทวีพลัง

สาธุ...ฑีฆา ยุโก โหตุสดุดี พุทธานี้ ส่งผล กุศลหนุน

องค์ราชา พ่อฟ้า ธัมมาคุณ สังฆะบุญ สว่างเรือง ณ.ทรงชัย

14 ธันวาคม 2551

พระมหากษัตริย์นักปกครอง


เนื่องจากฐานะของพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ภายใตัรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีบทบาทโดยตรงทางการเมือง แต่ในทางปฏิบัติทรงเป็นประมุข ทรงเป็นผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นแบบอย่างในการปกครอง ทรงเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของประชาชน เวลาที่เกิดวิกฤตการณ์หรือ ความไม่มั่นใจในชาติ ดังเมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ยามที่เดือดร้อนที่สุด ประชาชนก็ไปขอ รับพระราชทานความร่มเย็นจากพระองค์ พระองค์ยังทรงเป็นที่พึ่งทางใจของประชาชนชาวไทยเสมอมา

พระเกียรติคุณก้องฟ้า


จากการที่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องมากกว่า ๔๐ ปี จนเป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรชาวไทย และชาวต่างชาติในนานาประเทศ ต่างพากันสดุดียกย่องด้วยการทูลเกล้า ฯ ถวายรางวัลประกาศพระเกียรติคุณ รวมทั้งการขอพระราชทานพระนามไปใช้เพื่อเป็นการสดุดีเฉลิมพระเกียรติในโอกาสต่าง ๆ มากมาย อาทิ

- สหพันธ์พิทักษ์เด็ก ( Save the Children Federation ) แห่งนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ขอพระราชทานวโรกาสทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญสดุดี “ First Distinguished Service Award ” เนื่องในโอกาสครบรอบ ๕๐ ปีของสหพันธ์ฯ ซึ่งนับเป็นรางวัลเกียรติคุณรางวัลแรกของสหพันธ์ฯ เป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในฐานะที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ พระราชทานความช่วยเหลือแก่ผู้อพยพชาวอินโดจีน

- บริษัทแบล็คแอนด์ ฟลอรี่ จากประเทศอังกฤษขอพระราชทานพระนามาภิไธยสิริกิติ์ ไปเป็นชื่อกล้วยไม้ที่ผสมพันธุ์ ขึ้นมาใหม่ ชื่อว่า แคทลียา ควีน สิริกิติ์

- มหาวิทยาลัยเซ็นโต้ เอส โคลา แห่งฟิลิปปินส์ ทูลเกล้า ฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม

- องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ( FAO )ได้ทูลเกล้า ฯ ถวายเหรียญ เซเรส (CERES) เพื่อสดุดีที่พระองค์ท่านทุ่มเทชีวิตให้แก่งานเกษตรกร โภชนาการ สังคมสงเคราะห์

- องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( UNESCO ) ทูลเกล้า ฯ ถวายเหรียญทองโบโรพุทโธ ในฐานะที่ทรงสนับสนุนให้มีการฟื้นฟู อนุรักษ์ และสืบสานงานทางด้านศิลปกรรมของไทยให้คงอยู่ต่อไป

- โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้า ฯ ถวายเหรียญทองเกียรติยศด้าน
สิ่งแวดล้อม

11 ธันวาคม 2551

เศรษฐกิจพอเพียง


เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตน ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 และพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 (ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540) เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในทางการเมืองของไทยแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทสำคัญในการสถาปนาอำนาจนำด้านอุดมการณ์ โดยเฉพาะอุดมการณ์กษัตริย์นิยมในสังคมไทย ในฐานะ "กษัตริย์นักพัฒนา" ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของอุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียง สิ่งเหล่านี้ถูกตอกย้ำและผลิตซ้ำโดยสถาบันทางสังคมต่าง ๆ เช่น สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ สื่อมวลชน ส่งผลให้เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทต่อการกำหนดอุดมการณ์การพัฒนาของประเทศ และการพยายามตีความเพื่อสร้างความชอบธรรมในการพัฒนาโดยปัญญาชนอย่าง ประเวศ วะสี, เสน่ห์ จามริก, อภิชัย พันธเสน และ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ซึ่งเชื่อมโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับอุดมการณ์วัฒนธรรมชุมชน ที่ถูกเสนอมาก่อนหน้าโดยองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่งตั้งแต่พุทธทศวรรษ 2520 ก็ได้ช่วยให้อุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียงขยายครอบคลุมส่วนต่าง ๆ ของสังคม
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและสาขาอื่น ๆ มาร่วมกันประมวลและกลั่นกรองพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) และได้จัดทำเป็นบทความเรื่อง "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" และได้นำความกราบบังคลทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2542 โดยทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทานและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำบทความที่ทรงแก้ไขแล้วไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของสำนักงานฯ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนโดยทั่วไป เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ได้รับการเชิดชูสูงสุดจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ และสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน มีนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ หลายคนเห็นด้วย และเชิดชู แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

พระราชกรณียกิจ


พระราชกรณียกิจด้านการเกษตรและการยกระดับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
ด้านการเกษตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสนใจด้านนี้ พระองค์ได้เสด็จเยี่ยม ไต่ถามความทุกข์สุขของประชาชน และรับฟังข้อปัญหาเกิดเป็นโครงการตามพระราชดำริต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการชลประทาน การพัฒนาดิน การวิจัยพันธุ์พืชและปศุสัตว์ เป็นต้น
ทรัพยากรน้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร พระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยพระราชทานแก่ คณะผู้อำนวยการสำนักงาน คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ว่า หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตนั้นอยู่ที่น้ำ ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้
โครงการตามพระราชดำริของพระองค์ มีทั้งการแก้ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาอุทกภัย รวมไปถึงการบำบัดน้ำเสีย โครงการพัฒนาแหล่งน้ำมีทั้งโครงการขนาดใหญ่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมได้ เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่จังหวัดลพบุรี จนถึงโครงการขนาดกลางและเล็กจำพวก ฝาย อ่างเก็บน้ำ โดยพระองค์ทรงคำนึงถึงลักษณะของภูมิประเทศ สภาพแหล่งน้ำ ความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ ประชาชนที่ได้รับประโยชน์และผลกระทบจากโครงการ มาเป็นหลักในการพิจารณา พระองค์ได้ทรงวิจัยและริเริ่มโครงการฝนหลวง เพื่อช่วยบรรเทาภัยแล้งสำหรับพื้นที่นอกเขตชลประทาน
ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลที่ประสบปัญหาน้ำท่วม และน้ำเน่าเสียในคูคลอง ทรงมีพระราชดำริเรื่องแก้มลิง ควบคุมการระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน ลำคลองต่าง ๆ ลงสู่อ่าวไทยตามจังหวะการขึ้นลงของระดับน้ำทะเล ทั้งยังเป็นการใช้น้ำดีไล่น้ำเสียออกจากคลองได้อีกด้วย เครื่องกลเติมอากาศ กังหันชัยพัฒนา ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยการเพิ่มออกซิเจน เป็นสิ่งประดิษฐ์หนึ่งของพระองค์ที่ได้รับสิทธิบัตรจาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพานิชย์ เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๖

10 ธันวาคม 2551

เทิดพระเกียรติ

ในหลวงของปวงชน



.... ตั้งแต่เราจำความได้ ได้อ่านหนังสือ เรียนหนังสือ ดูโทรทัศน์ ข่าวสาร เราจะจำได้ตั้งแต่เด็กว่า สองทุ่ม จะมีข่าวในพระราชสำนัก ก็เปนข่าวของ ในหลวงและพระราชินี สมเด็จย่าและพระพี่นางฯ และพระบรมวงศานุวงค์
เราจำได้ว่า เขาชอบพุดกันว่า เปนคนต่างจังหวัดนี่ดีนะเพราะอยู่ถึงไหนก้ได้เข้าเฝ้าในหลวง พระราชินี ไม่เหมือนคนใน กทม อยู่ใกล้วังแท้ๆ แต่โอกาสที่จะได้ชื่นชมพระบารมีนั้น น้อยกว่าคนบ้านนอก
ก็จริงดังที่เขาว่า เพราะตลอดเวลาที่ดูข่าวในพระราชสำนักมา เราจะเห็นภาพอันคุ้นตา คือในหลวงเสด็จพระราชดำเนินไปในที่ต่างๆ พร้อมกับพระราชินี่ ซึ่งแต่ละที่ล้วนแต่เป็นพื้นที่ทุรกันดารทั้งสิ้น ป่าเขา ลำธาร ต้องเดินย่ำน้ำ ปีนบันได ร้อน ฝุ่น เพื่อไปดูสถานที่ ที่ผสกนิกรของพระองค์ท่าน
เราจะเห็นพระอิริยาบถที่กระฉับกระเฉง สายพระเนตรที่แม่นยำและทะลุปรุโปร่ง ข้อมูลและคำถามที่ทรงทำการบ้านมาอย่างดี ไม่มีสิ่งใดหลุดรอดไปจากสายพระเนตร....แม้เด็กตัวเล็กๆที่ขมุกขมอม
...สามสิบปีก่อน บางพื้นที่ของอำเภอหัวหิน ที่ซึ่งเมื่อเราได้ยินจะนึกถึงแต่แหล่งท่องเที่ยวที่สะดวกสบาย แต่เมื่อ 30 ปีที่แล้วหลายพื้นที่ของหัวหินยังทุรกันดาร การเดินทางจากพื้นที่มายัง อำเภอหัวหิน ต้องใช้ถนนลูกรัง ที่ช่วงหน้าแล้งจะต้องเดินทางเป็นวันๆ ไปกลับต้องค้างคืนเพื่อส่งผลิตผลการเกษตร หน้าฝนไม่ต้องพูดถึงเดินทางเป็น 2 - 3 วันเพราะถนนแทบจะเป็นลำห้วย เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ต้องเอ่ยถึง ตามยถากรรมของชาวบ้าน คุณลุงท่านหนึ่งเล่าว่า วันหนึ่งของฤดุแล้งท่านนั่งทอดอาลัยไปกับถนนที่มีแต่ฝุ่นหน้าบ้าน พลันได้ยินเสียงเครื่องยนต์และเสียงผุ้คนหลากหลาย เหลือบไปก็เห็นเหมือนรถราชการ ท่านคงมาตรวจพื้นที่มั๊ง ลุงว่า แต่รถนั้นดันมาติดหล่มดินหน้าบ้าน ด้วยความที่ไม่คิดอะไรนอกจากน้ำใจของชาวบ้านป่า จึงเดินเคียนผ้าขาวม้าออกมาพลางเรียกลุกบ้าน
" อ้าวเฮ้ย รถติดหล่มโว้ย พวกเรา มาช่วยกัน "
ออกแรง ดันๆ ดึงๆ กับพวกลูกบ้านและพวกที่มาติดหล่มอยู่สักพัก รถก็หลุดจากหล่มดิน ทำเอาได้เหงื่อ พอหายเหนื่อยคุณลุงจึงทันได้สังเกตุว่าผู้คนที่รายล้อมอยู่นั้น มีทั้ง ทหาร ตำรวจ ข้าราชการอีกหลายคน เยอะแยะไปหมด สักพักคนขับรถก็เดินลงมาจากรถ เมื่อเห็นหน้าจนคุ้นตาแล้ว คุณลุงจึงสำนึกได้ถึงพระพักต์ของพระเจ้าอยุ่หัว จึงทรุดตัวลงนั่งพนมมือพร้อมลูกบ้านด้วยความตื่นเต้นแกมสับสน พระเจ้าอยุ่หัวทรงตรัสขอบใจคุณลุงและคนอื่นๆ แล้วทรงถามว่า อยากได้อะไร คุณลุงตอบด้วยเสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอ ว่า อยากได้ถนน ทรงแย้มพระสรวลและรับสั่งว่า จะจัดการให้ คุณลุงก้มลงกราบอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้ยินว่าตนเองจะมีโอกาสอย่างนี้ ในชีวิตนี้คิดไว้ว่าถึงตายไปถนนก็ยังคงไม่ได้สร้าง จึงรู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก ก่อนเสด็จกลับทรงล้วงกระเป๋าเสื้อและยื่นเงินจำนวนหนึ่งส่งให้คุณลุง รับสั่งว่า เอาเก็บไว้ฉันให้ หลังจากนั้นอีกเดือนเจ้าหน้าที่กรมทางก็เข้ามาถางทาง ทำถนน ใช้เวลา 2- 3 เดือน ถนนลาดยางเข้าสู่ อ.หัวหินก็เสร็จสมบูรณ์

...เราอ่านบันทึกนี้ด้วยความรู้สึกที่ตื้นตันและน้ำตาคลอทุกที

08 ธันวาคม 2551

ถวายรางวัลในหลวง นักประดิษฐ์ยิ่งใหญ่พระองค์แรกในโลก


ไวโป ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล “ในหลวง”
ผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญา พระองค์แรกของโลก

นายกิตติ วะสีนนท์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2550 องค์การทรัพย์สินทางปัญญาไวโป (WIPO)
ได้ออกแถลงข่าวเรื่อง การทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญา
(WIPO Global Leaders Award) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นนักประดิษฐ์
ทรงมีบทบาทในการส่งเสริมการใช้ทรัพย์สิน ทางปัญญา
ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อการพัฒนาชุมชนในชนบทของไทย
ให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เช่น กังหันน้ำชัยพัฒนา
และเทคโนโลยีการทำฝนเทียม


นายกิตติ กล่าวว่าในช่วงที่ผ่านมา
กรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
ได้ มีการจดทะเบียนสิทธิบัตรถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากกว่า 20 รายการ
และเครื่องหมายการค้าอีกจำนวน 19 รายการ


สำหรับรางวัลผู้นำโลกทางด้านทรัพย์สินทางปัญญา
ประกอบด้วยการประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และ เหรียญรางวัลอันสะท้อนถึงพระอัจฉริยภาพ
และพระวิริยะอันสูงส่งในการทรง เป็นผู้นำ
ในการส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญาในระดับชาติ ภูมิภาค และระหว่างประเทศ


ทั้งนี้ องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ ไวโป (WIPO)
ยังไม่เคยมอบรางวัลให้ผู้ใดมาก่อน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงเป็นพระองค์แรกของโลกที่ได้ รับการถวายรางวัลฯ ดังกล่าว

ข่าวจาก โพสต์ทูเดย์ — 29 มกราคม 2550

ในหลวงของเรา


ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล อดีตเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหรือ กปร.เขียนไว้
ในหนังสือ ใต้เบื้องพระยุคลบาท ยืนยันได้เป็นอย่าง ชัดเจนกับสมญานามเบื้องต้น โดย ดร. สุเมธ กล่าวว่า...............

ในโลกนี้ มีสถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่ประมาณ 10 กว่าสถาบัน ผมกล้าเรียนในที่นี้ว่า ไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ไหนในโลกนี้
ที่จะทรงงานให้กับประชาชน เท่ากับพระมหากษัตริย์ไทย คืออยู่ในสถานะที่เป็นผู้ให้บริการรับใช้ประชาชนไทย
ถึงแม้ว่าจะเป็นประมุขของประเทศแต่เมื่อคิดดูลึกซึ้งจริงๆ แล้ว ทรงบริการและรับใช้ประชาชน จริงๆ

ในหนังสือ ใต้เบื้องพระยุคลบาท ยังได้พูดถึงพระจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์อีกอย่างหนึ่ง ที่ผมเห็นว่าเป็นแบบอย่างที่ดีต่อประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ยิ่งในภาวะบ้านเมืองระส่ำระสาย ข้าวยากหมากแพงเงินทองฝืดเคือง
เพราะถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานอย่างนี้ แนวพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” ยิ่งดูมีคุณค่าอย่างมหาศาล ในยามที่ประชาชนชาวไทยไร้ที่พึ่งสิ้นหวังกับสภาพความเป็นอยู่ของบ้านเมือง ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ ภาครัฐ รณรงค์
ให้ประชาชนช่วยกันประหยัด งดใช้ของนอก อุดหนุนของไทยเพื่อไม่ให้เงินตราไหลออกนอก ซึ่งทำให้ประชาชน
ตื่นตัวกันพักใหญ่ แต่ก็ทำกันได้ลุ่มๆ ดอนๆ ครึ่งๆ กลางๆ ไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก ไม่นานก็หันกลับมาใช้นิสัยเดิมๆ เช่นเคย จะมีใครรู้บ้างไหมว่า

“พ่อหลวง”ของชาวไทยพระองค์นี้ ทรงยึดมั่นการประหยัด อดออม มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์แล้ว แม้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ก็ไม่เคยละทิ้ง
ซึ่งถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีของประชาชนทุกชนชั้น ไม่ว่าจะยากดีมีจนขนาดไหนก็ตาม

ดร.สุเมธเล่าว่า ....บางที เราประกาศโครมๆ ให้ประหยัดพวกเราก็ออกมาประหยัดครูอาจารย์ก็สอนให้ประหยัด
แต่ก็อดไม่ได้ เดี๋ยวก็ซื้อเสื้อ ซื้อผ้า แก้วแหวน เงิน ทอง แต่ปรากฏว่าเมื่อดูเข้าไปลึกซึ้งจริงๆ ดูให้อย่างมีประโยชน์แล้ว
ไม่มีอะไรจำเป็นจริงๆ เลย.. พระองค์ท่านทรงเป็นผู้นำอย่างแท้จริง ดูแค่ฉลองพระบาทเป็นต้น พวกตามเสด็จฯ ทั้งหลายใส่รองเท้านอก
และยิ่งมาจากต่างประเทศใส่แล้วนุ่มเท้าดี พระองค์กลับทรงรองเท้าที่ผลิตในเมืองไทย คู่ละร้อยกว่าบาท สีดำเหมือนอย่างที่นักเรียนใส่กัน แม้กระทั่งพวกเรายังไม่ซื้อใส่กันเลย

ดูสิ.....พระมหากษัตริย์ซื้ออะไรก็ได้ อย่าดูพระองค์เฉยๆ แต่มองให้ละเอียดถี่ถ้วน เราจะเกิดความประทับใจในพระองค์ฉลองพระองค์ปีแล้วปีเล่า 6-7 ปี ก็เป็นองค์นั้น ผมจำได้มีอยู่ 3 องค์ มีสีเทา แล้วก็ลายๆ สีน้ำตาล และก็อีกองค์หนึ่งสีน้ำเงิน

วันหนึ่งเป็นการละลาบละล้วงมาก ที่ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ ในพระราชวังเป็นการส่วนพระองค์
ก็นั่งถวายงาน ทรงฉลองเสื้อเชิ้ตปรากฏว่าคอเสื้อเชิ้ตของพระองค์ ซึ่งเป็นเรา เราคงทิ้งแล้ว ทรงใช้นาฬิกาเรือนละไม่กี่ร้อยบาท ทรงใช้ดินสอปีหนึ่งกองกลางในพระองค์

ท่านผู้หญิง มรว. บุตรี บอกผมมา ว่าปีหนึ่งพระองค์เบิกดินสอ 12 แท่ง เดือนละแท่งใช้จนกระทั่งกุด ใครอย่าไปทิ้งของท่านนะ ทรงกริ้วเลย ประหยัดทุกอย่าง เป็นต้นแบบทุกอย่าง ทุกอย่างนี้มีค่าสำหรับพระองค์หมด ทุกบาททุกสตางค์จะใช้อย่างระมัดระวัง
จะสั่งให้เราปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบ....

นี่เป็นแบบอย่างเพียงเศษเสี้ยว ของพระจริยาวัตรของพระองค์ ซึ่งถ้าหากคนไทยมีจิตสำนึกในเรื่องของการประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อโดยไม่จำเป็น รับรองได้เลยว่า บ้านเราเมืองเราจะไม่เป็นอยู่อย่างที่เห็น และจะอยู่รอดปลอดภัยประชาชนไม่ยากจน

ที่สำคัญที่สุดเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาฝรั่งจนเป็นขี้ข้าเขาเหมือนอย่างเช่นปัจจุบัน ประชาชนทุกหมู่เหล่าควรจะพิจารณาอย่างถ่องแท้
แล้วดำเนินตามเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์ ประเทศชาติจะได้อยู่ดีมีสุข พระองค์ก็จะทรงเหนื่อยน้อยลงด้วย

ไม่มีพระมหากษัตริย์ใดจะให้และยิ่งใหญ่เท่าพระมหากษัตริย์ไทยอีก แล้ว และ วันนี้ท่านทำอะไรเพื่อพระองค์แล้วหรือยัง

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน................

03 ธันวาคม 2551

9 คำพ่อสอน


เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๕ ธํนวาคม ๒๕๕๑ ขอน้อมนำพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “9 คำพ่อสอน” มาเป็นแนวทางในการประพฤติ ปฏิบัติ ปรับใช้กับชีวิตการงาน การเรียนและการทำงานของตน จุดประกายความคิด ความหวัง และความมุ่งมั่นตั้งใจในการใช้ชีวิต เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้ประสบความสุขและความสำเร็จ ก่อประโยชน์ให้ทั้งแก่ตนเองและสังคม
œ คนเราจะต้องรับ และจะต้องให้ “…..เมื่อรับสิ่งของได้มาก ก็จะต้องพยายามให้ ในการให้นั้นให้ได้โดยพยายามที่จะสร้างความสามัคคีในหมู่คณะและชาติ ทำให้หมู่คณะ และชาติ ประชาชนทั้งหลายมีความไว้วางใจซึ่งกันและกันได้ ช่วยที่ไหนได้ก็ช่วย ด้วยจิตใจที่เผื่อแผ่โดยแท้…”
œ ความพอดี “…ความพอเหมาะพอดี ไม่ทำเกินฐานะและกำลัง หรือทำด้วยความเร่งรีบ เมื่อมีพื้นฐานแน่นหนารองรับพร้อมแล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญก้าวหน้าในระดับที่สูงขึ้น ตามต่อกันไปเป็นลำดับ ผลที่เกิดขึ้นจึงจะแน่นอน….”
œ ความเพียร “…การสร้างสรรค์ตนเอง การสร้างบ้านเมืองก็ตาม มิใช่ว่าสร้างในวันเดียว ต้องใช้เวลา ใช้ความเพียร ต้องใช้ความอดทน เสียสละ แต่ที่สำคัญที่สุดความอดทนคือไม่ย่อท้อ ไม่ย่อท้อในสิ่งที่ดีงาม…”
œ การเอาชนะใจตน “…ในการดำรงชีวิตของเรา เราต้องข่มใจ ไม่กระทำสิ่งใดๆ ที่เรารู้สึกด้วยใจจริงว่าชั่วว่าเสื่อม เราต้องฝืนต้องต้านความคิดและความประพฤติทุกอย่างที่ขัดกับธรรม เราต้องกล้าและบากบั่นที่จะกระทำสิ่งที่เราทราบว่าเป็นความดี เป็นความถูกต้องและเป็นธรรม…”
œ พูดจริงทำจริง “…ผู้หนักแน่นในสัจจะ พูดอย่างไรทำอย่างนั้น จึงจะได้รับความสำเร็จ พร้อมทั้งความศรัทธาเชื่อถือ พร้อมทั้งความยกย่องสรรเสริญจากคนทุกฝ่าย การพูดและทำ คือพูดจริงทำจริง จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมเกียรติคุณให้เด่นชัดและสร้างเสริมความดี ความเจริญให้เกิดขึ้นทั้งแก่บุคคลและแก่ส่วนรวม…”
œ ความรู้ตน “…การรู้ตัวอยู่เสมอจะทำให้เป็นคนดีมีระเบียบ และคนที่มีระเบียบดีแล้วจะสามารถเล่าเรียนและทำการงานต่างๆ ได้โดยถูกต้อง รวดเร็ว จะเป็นคนที่จะสร้างความสำเร็จและความเจริญให้แก่ตนเอง แก่ส่วนรวมในอนาคตได้อย่างแน่นอน…”
œ ความซื่อสัตย์ “…ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง เด็กๆ จึงต้องฝึกฝน อบรมให้เกิดมีขึ้นในตนเอง เพื่อจักได้เติบโตขึ้นเป็นคนดี มีประโยชน์และมีชีวิตที่สะอาดที่เจริญมั่นคง…”
œ ความอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ “…ในวงสังคมนั้นเล่า ท่านจะต้องรักษามารยาทอันดีงามสำหรับสุภาพชน รู้จักสัมมาคารวะ ไม่แข็งกระด้าง มีความอ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ พร้อมจะเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม…”
œ หนังสือเป็นออมสิน “…หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมาแต่โบราณกาล จนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้…” ¸·¸

คนไทย…ต้องทำตัวให้สมกับที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ


ทุกครั้งประเทศชาติเกิดเหตุการณ์วิกฤต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญของชาติให้สามารถลุล่วงไปได้โดยปลอดโปร่งทุกครั้ง ดังเช่นพระราชดำรัสที่พระองค์พระราชทานให้กับคณะตุลาการและคณะผู้พิพากษาประจำศาล ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ทรงย้ำถึงเรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งต้องเป็นอย่างมีเหตุมีผล มีสภา มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตุโต) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ธรรมาธิปไตยไม่มา จึงหาประชาธิปไตยไม่เจอ” ซึ่งเกี่ยวกับ “ประชาธิปไตย” ว่า ประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครอง ว่ามีระบบที่กำหนดไว้หมดว่ามีการเลือกตั้งอย่างมีกระบวนการและขั้นตอน ซึ่งการมี “ระบบ” กำหนดจึงเป็นเรื่องของการ “เป็นไปอย่างมีเหตุมีผล” ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัส และเรื่องระบอกการปกครองนั้น ท่าน ป.อ.ปยุตุโต ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “…เวลาให้ความหมายเป็นทางการ เราพูดกันว่าประชาธิปไตย คืออำนาจอธิปไตย (sovereignty) ถ้าพูดกันแบบชาวบ้าน คือที่อำนาจตัดสินใจ (decision-making power) อันนี้จะเห็นทางปฏิบัติทันที
อำนาจตัดสินใจ เป็นหัวใจของระบบการปกครอง ใครมีอำนาจตัดสินใจสูงสุดนั้นคือตัวกำหนดระบบการปกครองนั้น ถ้าเป็นระบบเผด็จการคือบุคคลเดียว ที่เรียกว่า ผู้เผด็จการหรือผู้นำ มีอำนาจในการตัดสินใจ ถ้าเป็นประชาธิปไตย คือประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจหรือประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจตัดสินใจ เมื่ออำนาจตัดสินใจอยู่ที่ประชาชน ก็ต้องให้ประชาชนตัดสินใจอย่างถูกต้อง คือต้องมีธรรมาธิปไตย…” ยุทธศาสตร์การปกครองที่สำคัญของประเทศไทยจึงมี 2 ประการ คือ
- ยึดการปกครองที่ประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจซึ่งก็คือการปกครอง “แบบประชาธิปไตย”
- เร่งปรับปรุงคุณภาพประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพประชาธิปไตยของชาติให้มีคุณธรรม หรือจริยธรรม ที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบธรรมาธิปไตย”
ดังนั้น การปฏิรูประบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่พวกเราไม่เพียงต้องทำอย่างต่อเนื่อง หากควรเป็นไปอย่างมีสติสัมปชัญญะและเป็นแบบที่อารยชนพึงปฏิบัติ สิ่งที่ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับ “ระบบ” คือ “คุณภาพของคน” ซึ่งมีคุณสมบัติที่จะต้องให้ถึงพร้อมอย่างมาก
ปัจจุบัน “ความดีงาม” ในสังคมไทย ซึ่งเคยเป็น “เอกลักษณ์” ของชาติ เริ่มสึกหรอลงไป และ “ความก้าวร้าว” ได้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว สังคมไทยพลิกผันกลายเป็นสังคมที่ไม่มีความสุข เกิดความแตกแยก มุ่งที่จะเอาชนะกัน ไม่มีใครมองประโยชน์ของชาติและสังคมในองค์รวม หากความโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเมตตากรุณาอันเป็นเอกลักษณ์ (Unique Competenees) ของสังคมไทยต้องมลายไปพร้อมกับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ก็นับว่าชาติไทยได้พบกับ “ความสูญเสียครั้งใหญ่” ที่ประมาณค่าไม่ได้
ถ้าพวกเรารักในหลวง ต้องช่วยกันนำสิ่งเหล่านี้กลับคืนมา ต้องรีบทำตัวให้สมกับที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านมาโดยตลอดกว่า 60 ปีมานี้

02 ธันวาคม 2551

ในหลวงให้ทหารอดทน ทำให้ปชช.ศรัทธา-เชื่อถือ


วันนี้ (2 ธ.ค.) กองทัพบก จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตน และสวนสนาม ของทหารรักษาพระองค์ ตามที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยพิธีนี้ มีความหมายและมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับทหารเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นจอมทัพไทย และเป็นสัญลักษณ์แห่งความผาสุก ความสมัครสมานสามัคคี ตลอดจนเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยทุกคน
การสวนสนามจัดขึ้นเมื่อเวลา 16.30 น. ณ พระลานพระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งกองบัญชาการกองทัพไทย มอบให้กองทัพบกเป็นผู้รับผิดชอบ โดยมีทหารรักษาพระองค์จาก 3 เหล่าทัพ จัดกำลังพลเข้าร่วมสวนสนาม 2,815 นาย ประกอบด้วย นายทหารสัญญาบัตร นายทหารประทวน พลทหาร และนักเรียนนายร้อยจาก 3 เหล่าทัพ อัญเชิญธงชัยเฉลิมพล
โดยจะมี พล.ต.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เป็นผู้บังคับกองผสม นำกำลังทหารรักษาพระองค์ 4 กรม รวม 13 กองพันเข้าสวนสนาม โดยแต่งกายเครื่องแบบเต็มยศทหารรักษาพระองค์ และในปีนี้ ได้ปรับปรุงรูปแบบการเดินสวนสนาม ให้กระชับสั้นขึ้น เพื่อลดพระราชภาระ
พลแตรเดี่ยวเป่าสัญญาณเตรียมตัว หมู่เชิญธงชัยเฉลิมพลออกมาหน้าแถวเพื่อเตรียมเชิญธงฯ ไปยังหน้าพลับพลา หมู่เชิญธงฯ อัญเชิญธงฯ โดยการเดินเปลี่ยนสูงไปยังหน้าพลับพลา ดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาชัยจนทุกหมู่มาพร้อมกันที่หน้าพลับพลา
กระทั่งเวลา 17.20 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินออกทางประตูทวยเทพสโมสร ด้านหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ด้วยรถยนต์พระที่นั่ง ผู้บังคับกองผสมสั่งวันทยาวุธถวายความเคารพ ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี แตรเดี่ยวเป่าสัญญาณถวายคำนับ 3 จบ
พลตรีไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้บังคับกองผสมออกวิ่งไปยังหัวแถวทหารเพื่อไปถวายรายงาน และอัญเชิญเสด็จพระราชดำเนินทรงตรวจพลสวนสนาม เสร็จแล้วเสด็จพระราชดำเนินขึ้นพลับพลาที่ประทับ
นายทหารชั้นผู้ใหญ่ออกมาตั้งแถวหน้าพลับพลาที่ประทับ พลเอกทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทูลเกล้าฯ ถวายพานดอกไม้ ธูปแพ เทียนแพ และกล่าวคำถวายพระพร และนำทหารกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตน
จบแล้วดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารทุกนายถวายความเคารพและขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีถวาย ทหารปืนใหญ่ยิงสลุตเฉลิมพระเกียรติ 21 นัด ตามจังหวะเพลง ในสนามเสือป่ามีการปล่อยลูกโป่งสีและแพรถวายพระพร
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสตอบทหาร “ข้าพเจ้าและพระราชินี มีความปิติยิ่งนัก ที่ได้มาอยู่ในท่ามกลางเหล่าทหารรักษาพระองค์ และได้ฟังคำปฏิญาณที่ทุกคนกล่าวอย่างหนักแน่น ขอขอบใจในไมตรีจิตของทุกคน... คำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้แก่ข้าพเจ้านั้น เป็นสัจจะวาจาที่มีค่า ควรรักษาไว้โดยเคร่งครัด เพราะเป็นสิ่งที่จะคุ้มครองตัวท่านให้มีความเจริญและสวัสดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อที่จะรักษาไว้ซึ่งเกียรติยศ เกียรติศักดิ์ทหารรักษาพระองค์ แท้จริงแล้วการรักษาเกียรติยศ เกียรติศักดิ์เหล่านี้ ไม่ได้หมายถึงทำตัวให้เรียบร้อยเป็นสง่าสมกับชั้นยศ ตำแหน่ง หน้าที่เท่านั้น แต่ย่อมหมายถึงการปฏิบัติหน้าที่ของทหารให้ถูกต้อง สมบูรณ์ โดยเฉพาะการประพฤติ ปฏิบัติตนดี ให้เป็นที่ศรัทธา เชื่อถือของประชาชนด้วย ดังนั้นทหารรักษาพระองค์ทุกคน ไม่ว่าจะประพฤติ ปฏิบัติการใดต้องระมัดระวังกาย ใจ ให้มั่นคง เที่ยงตรง ให้มีความสัตย์ สุจริต สมัครสมานสามัคคี มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความเข้มแข็ง อดทน และอดกลั้น ถ้าทุกคนร่วมใจปฏิบัติดังนี้ ความดีความเจริญ จะบังเกิดขึ้นแก่ตัวท่านและหมู่คณะ ตลอดจนชาติบ้านเมือง เป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีของทหารรักษาพระองค์อย่างแท้จริง และยั่งยืน”
ที่มา http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=113666

30 พฤศจิกายน 2551

โครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ




ความเป็นมาของ ศอป.โครงการ พมพ.ป่าดงนาทาม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จว.อ.บ.
*********************

ป่าดงนาทาม เป็นป่าในพื้นที่ของเขตจังหวัดอุบลราชธานี
มีพื้นที่อยู่บริเวณทิศเหนือของอุทยานแห่งชาติผาแต้ม
อำเภอโขงเจียมห่างจากตัวจังหวัดอุบลราชธานีประมาณ ๑๓๐ กิโลเมตร สภาพภูมิประเทศอยู่ทั่วไป เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม
เมื่อวันที่ ๒๓ ธ.ค.๓๗ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในพื้นที่ป่า ดงนาทาม ที่ บ้านโหง่นขาม และ บ้านดงนา อำเภอศรีเมืองใหม่ พระองค์ได้ทราบถึงความยากจน และด้อยโอกาสในการรับบริการต่างๆ อีกทั้งมีความยากลำบากในการเดินทางติดต่อกับสังคมภายนอก มีรายได้ในการครองชีพต่ำ มีปัญหาด้านสุขภาพอนามัย และโภชนาการ รวมทั้งขาดโอกาสในการศึกษาจึงได้มีรับสั่งกับ หัวหน้าส่วนราชการที่เฝ้ารับเสด็จฯ ในขณะนั้น ขอให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ให้การช่วยเหลือราษฎรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเพื่อตอบสนองพระราชดำริฯ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องของจังหวัดอุบลราชธานี และคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในระดับพื้นที่ของกองทัพภาคที่ ๒ มีมติให้จัดตั้ง

ื“ โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงเฉพาะพื้นที่ป่าดงนาทาม อันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดอุบลราชธานี ” ขึ้น โดยมี
พ.อ.พิเชษฐ์ วิสัยจร ผบ.ร.๖ ในขณะนั้นเป็น หน.โครงการฯ มีระยะเวลาดำเนินการตามแผนงาน ๓ ปี เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ – ๒๕๔๒
โดย กรมทหารราบที่ ๖ เป็นหน่วยงานหลัก ในการดกำลังพลเข้าปฏิบัติงาน และ ได้รับอนุมัติให้ดำเนิน โครงการต่อจนถึงปัจจุบันโดยมี พ.อ.ชัยอนันต์ คำชุ่ม ผบ.ร.๖ เป็น หน.โครงการฯ ภารกิจ มีหน้าที่ในการวางแผน อำนวยการ ประสานงานกับส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดยมีจุดประสงค์ที่สำคัญ คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิต , การพัฒนาอาชีพ , การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และ การรักษาความมั่นคงปลอดภัย ตามแผนงานหลัก ๓ แผนงาน ดังนี้
๑. แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิต
๒. แผนงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
๓. แผนงานรักษาความมั่นคงปลอดภัย
หมู่บ้านในความรับผิดชอบ จำนวน ๑๗ หมู่บ้าน โดยจัดลำดับความเร่งด่วนในการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย
๑. หมู่บ้านหลัก จำนวน ๓ หมู่บ้าน ได้แก่ บ.โหง่นขาม , บ.ดงนา ต.หนามแท่ง อ.ศรีเมืองใหม่ และ บ.ปากลา ต.นาโพธิ์กลาง อ.โขงเจียม จว.อ.บ.
๒. หมู่บ้านบริวาร จำนวน ๑๔ หมู่บ้าน ประกอบด้วย บ.ซะซอม , บ.คันท่าเกวียน , บ.หนองผือ , บ.ทุ่งนาเมือง , บ.นาโพธิ์ใต้ , บ.นาโพธิ์กลาง , บ.นาโพธิ์เหนือ , บ.โนนสวรรค์ ต.นาโพธิ์กลาง อ.โขงเจียม , บ.หุ่งหลวง ,บ.พะเนียด , บ.หนามแท่ง ต.หนามแท่ง อ.ศรีเมืองใหม่ และ บ.สะเอิงทอง, บ.ผาชัน , บ.ร่องคันแยง ต.สำโรง อ.โพธิ์ไทร จว.อ.บ.





*********************************

เทคโนโลยี่ตามแนวพระราชดำริ

คลิกที่รูปเพื่อขยายอ่านข้อความ

ในหลวงทรงบัญชาการสู้ภัยแล้ง

คลิกที่รูปเพื่อขยายอ่านข้อความ

พระบารมีปกเกล้าฯ

คลิกที่รูปเพื่อขยายอ่านข้อความ
คลิกที่รูปเพื่อขยายอ่านข้อความ

แหล่งเรียนรู้โครงการพระราชดำริ

คลิกที่รูปเพื่อขยายอ่านข้อความ

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

คลิกที่รูปเพื่อขยายอ่านข้อความ

ในหลวงทรงห่วงปัญหาใต้แนะทุกฝ่ายร่วมสร้างสันติ

คลิกที่รูปเพื่อขยายอ่านข้อความ

ในหลวงแนะดับไฟใต้

คลิกที่รูปเพื่อขยายอ่านข้อความ

พระราชกรณียกิจด้านสิ่งแวดล้อม

ความเป็นมา“…ปัญหาสำคัญ คือ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องน้ำเสียกับขยะ ได้ศึกษามาแล้วเหมือนกัน ทำไม่ยากนัก ในทางเทคโนโลยีทำได้ แล้วในเมืองไทยเองก็ทำได้ หาเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาแล้วทำในเมืองไทยก็ทำได้ หรือจะจ้างบริษัทต่างประเทศมาทำก็ได้ นี่แหละปัญหาเดียวกัน เดี๋ยวนี้กำลังคิดจะทำแต่ติดอยู่ที่ที่จะทำ…”พระราชดำรัสเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๓๓จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงตระหนักถึงปัญหามลภาวะที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการดำรงชีวิตของคนในชุมชนเป็นอย่างมาก โดยพระองค์สนพระราชหฤทัยในกลไกธรรมชาติช่วยธรรมชาติเป็นพิเศษ จึงทรงมีพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนา โดยมีสำนักคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ประสานงานร่วมกับกรมชลประทาน เพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมดังกล่าว จึงเกิดเป็นโครงการต้นแบบการบำบัดน้ำเสียโดยวิธีธรรมชาติชื่อว่า “โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาให้กับชุมชนอื่นๆ ในการบำบัดน้ำเสียและกำจัดขยะมูลฝอยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้วิธีการทางธรรมชาติ การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ทำได้ง่าย และราคาประหยัดวัตถุประสงค์๑. เพื่อสนองพระราชดำริในการศึกษาวิธีการบำบัดน้ำเสียและการกำจัดขยะ โดยวิธีธรรมชาติและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ตลอดจนรูปแบบการสร้างพฤติกรรมการทิ้งขยะและบำบัดน้ำเสีย พร้อมทั้งการสร้างแบบจำลอง เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย๒. เพื่อส่งเสริมเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัย การบำบัดน้ำเสียด้วยแปลงหญ้ากรองและบ่อบำบัด การทำปุ๋ยหมัก และการสร้างพฤติกรรมการทิ้งขยะและบำบัดน้ำเสียของเทศบาลเมืองเพชรบุรี๓. เพื่อศึกษาต้นทุนและความคุ้มทุนในการดำเนินการ ตลอดจนผลประโยชน์ที่ได้รับในรูปแบบต่างๆ จากการบำบัดน้ำเสียและกำจัดขยะพื้นที่ดำเนินการพื้นที่ดำเนินการ คือ พื้นที่สาธารณะประมาณ ๖๔๒ ไร่ ตั้งอยู่บริเวณบ้านพะเนิน ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นพื้นที่ติดทะเล และบางส่วนแต่เดิมเคยเป็นพื้นที่ทำนาเกลือมาก่อนหน่วยงานที่รับผิดชอบมูลนิธิชัยพัฒนาได้ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในด้านงานวิจัย ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้มอบหมายให้วิทยาลัยสิ่งแวดล้อม เป็นผู้รับผิดชอบโครงการฯ ในการดำเนินการศึกษาวิจัย อีกทั้งความร่วมมือกับหน่วยงานราชการต่างๆ อาทิเช่น สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กรมป่าไม้ กรมประมง และเทศบาลเมืองเพชรบุรี เป็นต้น เพื่อให้โครงการฯ บรรลุไปตามวัตถุประสงค์ และสามารถเป็นโครงการนำร่อง ขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปการดำเนินงานโครงการศึกษาวิจัยได้แบ่งแผนการวิจัยออกเป็น ๔ ช่วงระยะเวลา คือระยะที่ ๑ การทดลองศึกษาความเป็นไปได้ในการกำจัดขยะ (พุทธศักราช ๒๕๓๓ – ๒๕๓๖)ระยะที่ ๒ การหารูปแบบการทดลองภาคปฏิบัติ (พุทธศักราช ๒๕๓๗ – ๒๕๓๙)ระยะที่ ๓ การทดลองหาประสิทธิภาพและสร้างแบบจำลองระบบบำบัดน้ำเสียและการกำจัดขยะ (พุทธศักราช ๒๕๔๐ – ๒๕๔๒)ระยะที่ ๔ การส่งเสริมเผยแพร่เทคโนโลยีของโครงการฯ (พุทธศักราช ๒๕๔๓ – ปัจจุบัน)การศึกษาของโครงการฯ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ การบำบัดน้ำเสีย และการกำจัดขยะการบำบัดน้ำเสียการรวบรวมน้ำเสียจากชุมชน เป็นขั้นตอนแรกของการบำบัดน้ำเสีย โดยการสร้างท่อระบายน้ำเสียจากบ้านคลองยางไหลเข้าสู่บริเวณบำบัดน้ำเสียแหลมผักเบี้ย ตามท่อยาวประมาณ ๑๘ กิโลเมตร โดยใช้กระบวนการธรรมชาติซึ่งแบ่งวิธีการบำบัดออกเป็น ๔ วิธี ดังนี้๑. ระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย (แบบบ่อผึ่ง)ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบ่อผึ่งเป็นระบบน้ำเสียด้วยวิธีธรรมชาติอย่างง่าย โดยอาศัยกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างแสงแดด สายลม จุลินทรีย์และสาหร่าย สาหร่ายจะเป็นตัวช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำ จากนั้นจุลินทรีย์จะใช้ออกซิเจนที่ได้จากการสังเคราะห์แสงของสาหร่ายไปย่อยสลายของเสียที่ปนเปื้อนในน้ำเสียจนกระทั่งกลายเป็นน้ำดี ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบ่อผึ่ง ประกอบด้วยบ่อย่อยๆ ที่มีกลไกบำบัดน้ำเสีย ๓ ลักษณะด้วยกัน ได้แก่ บ่อตกตะกอน บ่อบำบัดและบ่อปรับสภาพมีระยะเวลากักพักน้ำเสียบ่อละประมาณ ๗ วัน รวมทั้งสิ้นประมาณ ๒๑ วัน ซึ่งในแต่ละบ่อจะมีลักษณะ ดังนี้ลำดับ บ่อย่อย ความลึก (เมตร) หน้าที่ ระยะเวลากักพัก (วัน)๑ บ่อตกตะกอน ๒.๕ ตกตะกอนอนุภาคและบำบัดของเสียขั้นต้นด้วยกระบวนการแบบกึ่งไร้อากาศ ๕-๗๒ บ่อบำบัด ๒.๐ เติมอากาศโดยธรรมชาติและบำบัดของเสียด้วยกระบวนการกึ่งไร้อากาศ ๙-๑๒๓ บ่อปรับสภาพ ๑.๗ ปรับสภาพน้ำเสีย กำจัดสาหร่าย ๗-๙รวม ๒๑-๒๘น้ำเสียที่ส่งมาตามท่อจะไหลเข้าสู่บ่อตกตะกอน แล้วผ่านเข้าไปยังบ่อบำบัดที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ตามลำดับ และไหลเข้าสู่บ่อปรับสภาพเป็นขั้นสุดท้าย ก่อนที่จะระบายสู่ป่าชายเลนต่อไป๒. ระบบกรองน้ำเสียด้วยหญ้าการใช้ระบบกรองน้ำเสียด้วยหญ้า (Grass Filtration) เป็นวิธีการปล่อยให้น้ำเสียไหลผ่านแปลงทดลองที่ทำการเพาะปลูกหญ้าและพืช โดยน้ำเสียจะไหลผ่านผิวดินและต้นหญ้าเป็นระยะๆ จนกระทั่งน้ำมีความสะอาดดียิ่งขึ้น จึงจะปล่อยให้ไหลออกจากแปลง๓. ระบบบำบัดน้ำเสียโดยใช้พื้นที่ชุ่มน้ำเทียมการใช้ระบบบำบัดน้ำเสียโดยใช้พื้นที่ชุ่มน้ำเทียม (Constructed Wetland) เป็นวิธีการบำบัดน้ำเสีย โดยการขังน้ำเสียในแปลงทดลองที่ทำการปลูกหญ้าหรือพืชไว้เป็นระยะเวลาหนึ่ง รากจะสามารถแผ่กระจายยึดเกาะดินและเจริญเติบโตได้ดีในน้ำขังเสีย พืชเหล่านี้จะช่วยดูดซับสารพิษให้ลดน้อยลง ตลอดจนทำหน้าที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ให้หมดไป ซึ่งจะทำให้น้ำเสียกลายเป็นน้ำดีและสามารถระบายออกไปได้๔. ระบบบำบัดน้ำเสียโดยป่าชายเลนการใช้ระบบบำบัดน้ำเสียโดยใช้แปลงป่าชายเลน (Mangrove Forest Filtration) เป็นการนำน้ำเสียมาบำบัดโดยเลียนแบบธรรมชาติ คือ ช่วงเวลาน้ำขึ้นให้กักน้ำเสียไว้ระยะหนึ่ง เมื่อน้ำเสียดีขึ้นในระดับที่เหมาะสมแล้วจึงปล่อยออกไป ซึ่งการปล่อยน้ำออกต้องสัมพันธ์กับเวลาน้ำขึ้นน้ำลงด้วยการกำจัดขยะการศึกษาของโครงการฯ คำนึงถึงธรรมชาติเป็นหลัก โดยใช้หลักธรรมชาติช่วยธรรมชาติ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เริ่มด้วยโครงการฯ ได้ทำการรวบรวมขยะออกจากชุมชนเมืองเพชรบุรี โดยนำมากองในพื้นที่กองขยะของแหลมผักเบี้ย ขยะเหล่านี้จะถูกนำมาแยกประเภทออกเป็นสารอินทรีย์และขยะที่เป็นโละ พลาสติก แก้ว และอื่นๆขยะที่ไม่ใช่สารอินทรีย์ จะแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือส่วนที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จะถูกนำไปเข้ากระบวนการผลิตเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และส่วนที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้จะถูกนำมาฝังกลบอย่างถูกต้อง (Sanitary Landfill)ขยะที่เป็นสารอินทรีย์จะนำไปเข้าบ่อหมักปุ๋ย เมื่อหมักได้ที่แล้วจึงนำไปถมที่ชายเลนบริเวณริมนอกพื้นที่โครงการฯ เพื่อปลูกป่าชายเลนต่อไป บ่อหมักปุ๋ยมีลักษณะเป็นบ่อคอนกรีต เป็นการกำจัดขยะด้วยวิธีฝังกลบแบบง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ซึ่งอาศัยกลไกการย่อยสลายของจุลินทรีย์ตามธรรมชาติเป็นหลัก โดยการฝังกลบแบบเป็นชั้นๆ ซ้อนทับกันระหว่างขยะดินแดงหรือดินนาธรรมชาติ จุลินทรีย์จะทำการย่อยสลายสารอินทรีย์ในขยะตามธรรมชาติ การย่อยสลายของจุลินทรีย์จะทำให้เกิดกลิ่นเหม็นและพลังงานความร้อนออกมา จึงต้องใส่ดินแดงหรือดินนาเป็นตัวรับอิเล็กตรอน และรดน้ำทุกๆ ๗ วัน เพื่อลดความร้อนให้อุณหภูมิเหมาะสมต่อการทำงานของจุลินทรีย์ ทำให้กระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์มีประสิทธิภาพมากขึ้นผลการดำเนินงานการศึกษาวิจัยสามารถแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มงาน คือกลุ่มโครงการศึกษาวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม และกลุ่มโครงการศึกษาวิจัยด้านเทคโนโลยี โดยมีผลการศึกษาวิจัยจากช่วงระยะที่ ๑ และ ๒ ดังนี้๑. ผลการศึกษาวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมโครงการฯ ได้ทำการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นต่างๆ เช่น คุณภาพน้ำ ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรดิน รวมทั้งพฤติกรรมของประชาชนในการกำจัดขยะและบำบัดน้ำเสีย โดยมีผลการศึกษาดังนี้๑.๑ การศึกษาลักษณะโครงสร้างป่าชายเลน และคุณสมบัติของดินป่าชายเลน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี พบว่า จังหวัดเพชรบุรีมีพื้นที่ป่าชายเลนเหลืออยู่ประมาณ ๒,๑๒๕ ไร่ เป็นแนวยาวไปตามชายฝั่งจากปากอ่าวบ้านแหลมไปจนถึงแหลมผักเบี้ย ลักษณะโครงสร้างป่าชายเลน ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ คือ ไม้แสมขาว แสมดำ แสมทะเล โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ และพังกาหัวสุมดอกแดง โดยมีแสมทะเลเป็นพันธุ์ไม้เด่น ดินส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวและดินร่วนเหนียว สามารถดูดซับสารอินทรีย์ได้ดี ส่วนความเค็มของดินจะขึ้นอยู่กับการท่วมถึงของน้ำทะเล๑.๒ การศึกษาความหลากหลายของนกที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ พบว่าบริเวณบ่อบำบัดน้ำเสียของโครงการมีนกอาศัยอยู่ประมาณ ๕๗ ชนิด เนื่องจากในพื้นที่ของโครงการมีป่าชายเลน จึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหารและที่หลบภัยของนก เนื่องจากในบ่อบำบัดน้ำเสียมีปลาชุกชุม๑.๓ การศึกษาความสามารถในการบำบัดน้ำเสียของชุมชน โดยในปัจจุบันกรมชลประทานได้สร้างระบบบ่อบำบัดน้ำเสียแล้วเสร็จ และสามารถรองรับน้ำเสียจากเทศบาลเมืองเพชรบุรี ได้ประมาณวันละ ๑๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร๑.๔ การศึกษาลักษณะของน้ำเสียและปริมาณน้ำเสีย พบว่าน้ำเสียของเทศบาลเมืองเพชรบุรีมีความเหมาะสมในการบำบัดน้ำเสีย ด้วยการใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบกึ่งไร้อากาศ โดยปริมาณน้ำเสียที่ไหลเข้าบ่อรวบรวมน้ำเสียเทศบาลเมืองเพชรบุรี เฉลี่ยวันละ ๑,๗๓๑ ลูกบาศก์เมตรต่อวัน๑.๕ การศึกษาวิจัยด้านพฤติกรรมการทิ้งขยะและบำบัดน้ำเสีย การศึกษาพบว่าชุมชนไม่มีการแยกขยะก่อนทิ้ง ชุมชนได้แก่ ครัวเรือน ตลาด ร้านค้า และโรงงานอุตสาหกรรมในครัวเรือน โดยจากการสอบถามพบว่าร้อยละ ๙๗.๑ เห็นด้วย หากเทศบาลเมืองเพชรบุรีขอความร่วมมือในกรณีของการแยกขยะ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีที่จะเกิดการแยกขยะก่อนทิ้งของชุมชนในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี๒. ผลการศึกษาวิจัยด้านเทคโนโลยีการศึกษาด้านเทคโนโลยีก็เพื่อที่จะหารูปแบบเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการบำบัด/กำจัดของเสียจากชุมชน และสามารถนำผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่นๆ ในประเทศได้ โดยมีผลการศึกษาวิจัยแบ่งเป็น ๒ ระยะ ดังนี้๒.๑ การศึกษาวิจัยด้านปุ๋ยหมักระยะที่ ๑ เป็นการศึกษาวิจัยในด้านปุ๋ยหมักในสภาพที่มีออกซิเจนเพียงพอ (Aerobic condition) ไม่มีการกลับกองขยะ จากการทดลองพบว่าเนื้อปุ๋ยหมักที่ได้จะไม่มีกลิ่น แต่ยังมีการเจือปนของจุลินทรีย์ก่อให้เกิดโรค เช่น ปาราสิต และพยาธิต่างๆระยะที่ ๒ เป็นการศึกษาเติมเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ Tricoderma koenigii ผสมลงไปในหัวเชื้อปุ๋ยหมัก สามารถลดการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียและปาราสิตก่อโรคได้๒.๒ การศึกษาวิจัยด้านพืชระยะที่ ๑ เป็นการศึกษาทดลองคัดเลือกพันธุ์พืชจำนวนกว่า ๓๑ ชนิด เพื่อคัดเลือกพันธุ์พืชชนิดที่เหมาะสมสามารถทนต่อสภาพน้ำขังได้ ซึ่งได้แก่ กกพันธุ์ต่างๆ ธูปฤาษี แฝก หญ้าอาหารสัตว์ เป็นต้นระยะที่ ๒ เป็นการศึกษาวิจัยเพื่อคัดเลือกพันธุ์พืชชนิดที่เหมาะสมสามารถทนต่อสภาพน้ำเสียได้ เพื่อนำไปใช้ในทดลองบำบัดน้ำเสียแบบหญ้ากรองน้ำเสีย (Grass filtration) พบว่าพืชที่เหมาะสม คือ- พืชทั่วไป ได้แก่ หญ้าแฝกพันธุ์อินโดนีเซีย และพันธุ์ศรีลังกา กกกลม (จันทบูรณ์) และธูปฤาษี- พืชอาหารสัตว์ ได้แก่ หญ้าคาลล่า หญ้าสมูท และหญ้าโครสครอส๒.๓ การศึกษาส่วนผสมระหว่างดินและทรายของแปลงทดลองระยะที่ ๑ เป็นการศึกษาวิจัยหาสัดส่วนดินผสมทรายที่เหมาะสมเพื่อนำไปใช้ปลูกพืชในแปลงพืชบำบัดน้ำเสีย พบว่าสัดส่วนดินผสมทรายที่เหมาะสมในการปลูกพืช คือ ดิน : ทราย เท่ากับ ๓ : ๑ระยะที่ ๒ เป็นการทดลองการใช้ดินร่วมกับพืช เป็นต้นแบบในการบำบัดน้ำเสีย โดยใช้พืช ๔ แบบ คือ กกกลม ธูปฤาษี หญ้าคาลล่า และกกสามเหลี่ยม ทดลองขังน้ำและบำบัดน้ำเสีย พบว่าสามารถบำบัดน้ำเสียได้มีประสิทธิภาพสูง พืชที่เหมาะสม คือ กกกลม ระยะเวลาขังน้ำและปล่อยแห้ง ที่เหมาะสมคือ ขังน้ำ ๕ วัน ปล่อยน้ำ ๓ วัน สามารถนำไปใช้ประยุกต์ในการบำบัดน้ำเสียสำหรับหน่วยงานในชนบทที่มีงบประมาณน้อยที่ตั้งโครงการโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรีโทรศัพท์/โทรสาร: ๐-๓๒๔๔-๑๒๐๙

27 พฤศจิกายน 2551

ในหลวงของเรา



>>ในหนังสือว่า...หลังงานพระบรมศพสมเด็จย่าเสร็จสิ้นลงแล้ว
>>ราชเลขาฯของสมเด็จย่ามาแถลงในที่ประชุมต่อหน้าสื่อมวลชนว่า
>>ก่อนสมเด็จย่าจะสิ้นพระชนม์ปีเศษ ตอนนั้นอายุ 93
>>ในหลวงเสด็จจากวังสวนจิตรไปวังสระปทุมตอนเย็นทุกวัน
>>ไปทำไมครับ?
>>ไปกินข้าวกับแม่ ไปคุยกับแม่ ไปทำให้แม่ชุ่มชื่นหัวใจ
พอเขาแถลงถึงตรงนี้
>>อาจารย์ตกตะลึง โอ้โห! ขนาดนี้เชียวหรือในหลวงของเรา
>>เสด็จไปกินข้าวมื้อเย็นกับแม่ สัปดาห์ละกี่วัน...ทราบไหมครับ?
>>5 วัน
>>มีใครบ้างครับ? ที่อยู่คนละบ้านกับแม่ แล้วไปกินข้าวกับแม่สัปดาห์ละ 5
วัน
>>หายาก...
>>ในหลวงมีโครงการเป็นร้อยเป็นพันโครงการ มีเวลาไปกินข้าวกับแม่สัปดาห์ละ
5 วัน
>>พวกเรา ซี 7 ซี 8 ซี 9 ร้อยเอก พลตรี อธิบดี ปลัดกระทรวง
>>ไม่เคยไปกินข้าวกับแม่ บอกว่างานยุ่ง แม่บอกว่าให้พาไปกินข้าวหน่อย
>>บอกว่าไม่มีเวลา จะไปตีกอล์ฟ
>>ทุกครั้งที่ในหลวงไปหาสมเด็จย่า ในหลวงต้องเข้าไปกราบที่ตัก
>>แล้วสมเด็จย่าก็จะดึงตัวในหลวงเข้ามากอด กอดเสร็จก็หอมแก้ม
>>ตอนสมเด็จย่าหอมแก้มในหลวง อาจารย์คิดว่าแก้มในหลวงคงไม่หอมเท่าไร
>>เพราะไม่ได้ใส่น้ำหอม
>>แต่ทำไมสมเด็จย่าหอมแล้วชื่นใจ
>>เพราะท่านได้กลิ่นหอมจากหัวใจในหลวง หอมกลิ่นกตัญญู
>>ไม่นึกเลยว่าลูกคนนี้จะกตัญญูขนาดนี้ จะรักแม่มากขนาดนี้
>>ตัวแม่เองคือสมเด็จย่าไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นคนธรรมดาสามัญชน
>>เป็นเด็กหญิงสังวาลย์ เกิดหลังวัดอนงค์เหมือนเด็กหญิงทั่วไป
>>เหมือนพวกเราทุกคนในที่นี้
>>ในหลวงหน่ะ...เกิดมา เป็นพระองค์เจ้า เป็นลูกเจ้าฟ้า
ปัจจุบันเป็นกษัตริย์
>>เป็นพระเจ้าแผ่นดินอยู่เหนือหัว
>>แต่ในหลวงที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก้มลงกราบคนธรรมดา...ที่เป็นแม่
>>หัวใจลูกที่เคารพแม่ กตัญญูกับแม่อย่างนี้ หาไม่ได้อีกแล้ว
>>คนบางคน พอเป็นใหญ่เป็นโต ไม่กล้าไหว้แม่ เพราะแม่มาจากเบื้องต่ำ
เป็นชาวนา
>>เป็นลูกจ้าง ไม่เคารพแม่ ดูถูกแม่ แต่นี่ในหลวงเทิดแม่ไว้เหนือหัว
>>นี่แหละครับความหอม
>>นี่คือเหตุที่สมเด็จย่าหอมแก้มในหลวงทุกครั้ง ท่านหอมความดี หอมคุณธรรม
>>หอมความกตัญญูของในหลวง
>>หอมแก้มเสร็จแล้วก็ร่วมโต๊ะเสวย
>>...มีอยู่เรื่องหนึ่งที่จำได้แม่น สมเด็จย่าเล่าว่า
ตอนเรียนหนังสือที่สวิส
>>ในหลวงยังเล็กอยู่ เข้ามาบอกว่า อยากได้รถจักรยาน เพื่อนๆ
เขามีจักรยานกัน
>>แม่บอกว่า ลูกอยากได้จักรยาน
ลูกก็เก็บสตางค์ที่แม่ให้ไปกินที่โรงเรียนไว้สิ
>>เก็บมาหยอดกระปุกวันละเหรียญ สองเหรียญ พอได้มากพอ ก็เอาไปซื้อจักรยาน
>>...พอถึงวันปีใหม่ สมเด็จย่าก็บอกว่า "ปีใหม่แล้ว เราไปซื้อจักรยานกัน
>>เอ้าะกระปุก...ดูซิว่ามีเงินเท่าไร?"
>>เสร็จแล้วสมเด็จย่าก็แถมให้ ส่วนที่แถมนะ มากกว่าเงินที่มีในกระปุกอีก
>>มีเมตตาให้เงินลูก ให้ไม่ได้ให้เปล่า สอนลูกด้วย สอนให้ประหยัด
>>สอนว่าอยากได้อะไร ต้องเริ่มจากตัวเรา
คำสอนนั้นติดตัวในหลวงมาจนทุกวันนี้
>>เขาบอกว่าในสวนจิตรเนี่ย...คนที่ประหยัดที่สุดคือในหลวง
>>...คราวหนึ่งในหลวงป่วย สมเด็จย่าก็ป่วย ไปอยู่ศิริราชด้วยกัน
>>แต่อยู่คนละมุมตึก ตอนเช้าในหลวงเปิดประตู แอ๊ด...ออกมา
>>พยาบาลกำลังเข็นรถสมเด็จย่าออกมารับลมผ่านหน้าห้องพอดี ในหลวงพอเห็นแม่
>>รีบออกจากห้องมาแย่งพยาบาลเข็นรถ
>>มหาดเล็กกราบทูลว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องเข็น มีพยาบาลเข็นให้อยู่แล้ว
>>ในหลวงมีรับสั่งว่าแม่ของเรา ทำไมต้องให้คนอื่นเข็น เราเข็นเองได้
>>นี่ขนาดเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นกษัตริย์ ยังมาเดินเข็นรถให้แม่
ยังมาป้อนข้าว
>>ป้อนน้ำให้แม่ ป้อนยาให้แม่ ให้ความอบอุ่นแก่แม่ เลี้ยงหัวใจแม่
>>ยอดเยี่ยมจริงๆ เห็นภาพนี้แล้วซาบซึ้ง...
>>...ในหลวงเฝ้าสมเด็จย่าอยู่จนถึงตี 4 ตี 5 เฝ้าแม่อยู่ทั้งคืน จับมือแม่
>>กอดแม่ ปรนนิบัติแม่ จนกระทั่ง "แม่หลับ..." จึงเสด็จกลับ
>>พอไปถึงวัง เขาโทรศัพท์มาแจ้งว่า สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์
>>ในหลวงรีบเสด็จกลับไปศิริราช เห็นสมเด็จย่านอนหลับตาอยู่บนเตียง
>>ในหลวงตรงเข้าไปคุกเข่า กราบลงที่หน้าอกแม่
พระพักตร์ในหลวงตรงกับหัวใจแม่
>>"ขอหอมหัวใจแม่เป็นครั้งสุดท้าย"
>>ซบหน้านิ่งอยู่นาน แล้วค่อยๆ เงยพระพักตร์ขึ้น น้ำพระเนตรไหลนอง
>>ต่อไปนี้....จะไม่มีแม่ให้หอมอีกแล้ว
>>เอามือกุมมือแม่ไว้ มือนิ่มๆ ที่ไกวเปลนี้แหละ
ที่ปั้นลูกจนได้เป็นกษัตริย์
>>เป็นที่รักของคนทั้งบ้านทั้งเมือง
>>ชีวิตลูก แม่ปั้น
>>มองเห็นหวี ปักอยู่ที่ผมแม่ ในหลวงจับหวี ค่อยๆ หวีผมให้แม่
>>หวี...หวี...หวี...หวี ให้แม่สวยที่สุด แต่งตัวให้แม่ ให้แม่สวยที่สุด
>>ในวันสุดท้ายของแม่...
>>เป็นภาพที่ประทับใจอาจารย์ที่สุด...เป็นสุดยอดของลูกกตัญญู...หาที่เปรียบไม่ได้อีกแล้ว

" พระมหากษัตริย์นักพัฒนา "

" พระมหากษัตริย์นักพัฒนา " มีพระราชหฤทัยเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาต่อ พสกนิกร ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส โดยไม่ทรงแบ่งแยก สถานะ ศาสนา ชาติพันธุ์ หรือหมู่เหล่า พระองค์ทรงใช้ประสบการณ์และแนวพระราชดำริ โครงการหลวงในการพัฒนาและวิจัย พระราชทานทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อนำกลับมาพัฒนาประเทศ เช่น โครงการอีสานเขียว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความห่วงใยประชาชนชาวไทยในทุกด้าน โดยเฉพาะในด้านสุขภาพอนามัย ซึ่งพระองค์ทรงถือว่าปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนนั้น เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข ดังพระราชดำรัสที่ว่า ถ้าคนเรามีสุขภาพเสื่อมโทรม ก็จะไม่สามารถพัฒนาชาติได้ เพราะทรัพยากรที่สำคัญของประเทศชาติ ก็คือพลเมืองนั่นเอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วง และเอื้ออาทรต่อทุกข์สุขของพสกนิกรอย่างจริงจัง โดยเฉพาะความทุกข์ของไพร่ฟ้าจากพยาธิภัย ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามท้องที่ต่างๆ ทุกครั้ง พระองค์จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีคณะแพทย์ ทั้งแพทย์ที่เป็นผู้วชาญในแต่ละสาขาจากโรงพยาบาลต่างๆ และแพทย์อาสาสมัคร โดยเสด็จพระราชดำเนินไปในขบวนอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะได้รักษาผู้ป่วยไข้ได้ทันที นอกเหนือจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังได้ริเริ่มหลายโครงการด้านการแพทย์และสาธารณสุข เช่น โครงการแพทย์หลวงเคลื่อนที่พระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักดีว่าการศึกษาของเยาวชนนั้นเป็นพื้นฐานอันสำคัญของประเทศชาติ ดังพระราชดำรัสที่ว่า การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างและพัฒนาความรู้ ความคิด ความประพฤติ และคุณธรรมของบุคคล หากสังคมและบ้านเมืองใดให้การศึกษาที่ดีแก่เยาวชนได้อย่างครบถ้วนในทุกๆ ด้านแล้ว สังคมและบ้านเมืองนั้นก็จะมีพลเมืองที่มีคุณภาพ สามารถดำรงรักษาความเจริญมั่นคงของประเทศชาติไว้ และพัฒนาก้าวหน้าต่อไป ตลอด ๖๐ ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลา ๖๐ ปีที่พระองค์ทรงงานอย่างไม่เคยว่างเว้น และทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่ถึงพร้อมทั้งความบริสุทธิ์บริบูรณ์ ตลอด ๖๐ ปีที่ผ่านมา จึงเป็นช่วงเวลา ๖๐ ปีที่พสกนิกรชาวไทยอยู่ได้อย่างร่มเย็นเป็นสุขภายใต้ร่มพระบารมี พระราชกรณียกิจทั้งหลายที่พระองค์ทรงบำเพ็ญ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ที่พระองค์ทรงมีต่อประเทศชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงเป็นห่วงพสกนิกรชาวไทย ทรงปรารถนาจะได้เห็นทุกคนอยู่ดีมีสุขตามสมควรแก่อัตภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกร จากการเสด็จพระราชดำเนิน แปรพระราชฐานไปในจังหวัดต่างๆ ทรงพบความเดือดร้อนและปัญหามากมาย และโดยที่เกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักของประเทศไทย จึงทรงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการเกษตรของไทยให้เจริญก้าวหน้า ซึ่งทำให้เกิดเป็น "โครงการส่วนพระองค์เกี่ยวกับการเกษตร สวนจิตรลดา" ขึ้นภายในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน อันเป็นที่ประทับ เพื่อศึกษางานทางด้านการเกษตรต่างๆ สำหรับหาวิธีการแก้ไขปัญหาให้ถูกต้อง เช่น การเลี้ยงโคนม การเลี้ยงปลานิล การปลูกข้าว โรงสีข้าว ป่าไม้สาธิต และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาการดำเนินงาน มาเป็นแบบอย่างสำหรับไปปฏิบัติตาม หรือปรับปรุงแก้ไขในอาชีพนั้นๆ

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบแก่พระบรมวงศานุวงศ์และพสกนิกรที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ (ฉบับไม่เป็นทางการ)
“ ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาอยู่ในท่ามกลางมหาสมาคม พร้อมพรั่งด้วยบุคคลจากทุกสถาบันในชาติ ตลอดจนประชาชนชาวไทย ขอขอบใจในคำอำนวยพรและการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ ที่ทุกคนตั้งใจจัดให้ข้าพเจ้าเป็นพิเศษ ทั้งรัฐบาลได้จัดงานครั้งนี้ได้เรียบร้อยและงดงาม น้ำใจไมตรีของประชาชนชาวไทยที่ร่วมกันแสดงออกทั่วประเทศ รวมทั้งที่พร้อมเพรียงกันมาในวันนี้ น่าปลาบปลื้มใจมาก เพราะแต่ละคนได้แสดงออกและตั้งใจมาด้วยความหวังดีจากใจจริง จึงขอขอบใจทุกๆ คน จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดี และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคน ทุกฝ่าย ทำให้ข้าพเจ้าเห็นแล้วมีกำลังใจมากขึ้น นึกถึงคุณธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความรัก ความสามัคคี ที่ทำให้คนไทยเราสามารถร่วมมือร่วมใจกันรักษาและพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง
ประการแรก คือ การที่ทุกคนคิด พูด ทำ ด้วยความเมตตา มุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน
ประการที่สอง คือ การที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงาน ประสานประโยชน์กัน ให้งานที่ทำสำเร็จผล ทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่น และกับประเทศชาติ
ประการที่สาม คือ การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในความสุจริต ในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผน โดยเท่าเทียมเสมอกัน
ประการที่สี่ คือ การที่ต่างคนต่างพยายามทำความคิด ความเห็นของตนให้ถูกต้อง เที่ยงตรง และมั่นคงอยู่ในเหตุในผล หากความคิด จิตใจ และการประพฤติปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกันในทางที่ดี ที่เจริญนี้ยังมีพร้อมมูลในกาย ในใจของคนไทย ก็มั่นใจได้ว่า ประเทศชาติไทยจะดำรงมั่นคงอยู่ตลอดไปได้
จึงขอให้ท่านทั้งหลายในมหาสมาคมนี้ ทั้งประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ได้รักษาจิตใจและคุณธรรมนี้ไว้ให้เหนียวแน่น และถ่ายทอดความคิด จิตใจนี้กันต่อไปอย่าให้ขาดสาย เพื่อให้ประเทศชาติของเราดำรงยืนยงอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ทั้งในปัจจุบันและในภายหน้า ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล จงคุ้มครองรักษาประเทศชาติไทย ให้ปลอดพ้นจากภัยอันตรายทุกสิ่ง และอำนวยความสุข ความเจริญ สวัสดี ให้เกิดมีแก่ประชาชนชาวไทยทั่วกัน”

ความเป็นมาวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวา ( วันพ่อ )


5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางราชการได้กำหนดให้เป็นวันหยุดราชการหนึ่งวัน เพื่อให้ประชาชนชาวไทย ได้ร่วมกันเฉลิมฉลองในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ถือเป็นวันพ่อแห่งชาติ อีกวันหนึ่งด้วย วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความเป็นมาของวันสำคัญ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น นครบอสตัน สหรัฐอเมริกา โดยนายแพทย์วิทท์มอร์ เป็นผู้ถวายการประสูติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 9 แห่งบรมจักรีวงศ์ กรุงรัตนโกสินทร์ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจและเจริญพระราชจริยาวัตรเป็นเอนกประการ จำเนียรกาลผ่านมาถึงปัจจุบันที่สุดจะพรรณนาให้ครบถ้วนได้ ท่ามกลางมหาสมาคมวันพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก ทรงมีกระแสพระราชดำรัสที่พสกนิกรทุกคนยังจดจำได้ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม” อันคำว่าโดย “ธรรม” นั้น ทรงหมายถึง ธรรมอันล้ำเลิศที่เรียกว่า “ทศพิธราชธรรม” หรือที่เรียกกันโดยสามัญว่า “ราชธรรม 10 ประการ” ราชธรรม 10 ประการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยึดมั่นทรงปฎิบัติโดยเคร่งครัด และส่งผลถึงพสกนิกรทั่วพระราชอาณาจักรนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเหนือเกล้าฯ
วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริ่เริ่ม หลักการและเหตุผลในการจัดตั้งวันพ่อ โดยที่พ่อเป็นผู้มีพระคุณที่มีบทบาทสำคัญ ต่อครอบครัวและสังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนตอบแทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสมควรที่สังคมจะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็น “วันพ่อแห่งชาติ” ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างนานัปการ ทรงเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงรักใคร่และห่วงใยตั้งแต่พระเยาว์จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งพระเจ้าหลานเธอทุกพระองค์ต่างซาบซึ้งและปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณอย่างมิรู้ลืม พระองค์ทรงเป็น “พ่อ” ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา ทรงห่วงใยอย่างหาที่เปรียบมิได้
กิจกรรมที่ควรปฎิบัติในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว1.ประดับธงชาติที่อาคารบ้านเรือน2.จัดพิธีศาสนสงฆ์ ทำบุญใส่บาตร อุทิศเป็นพระราชกุศล น้อมเกล้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล3.จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
วัตถุประสงค์ของการจัดวันพ่อแห่งชาติ1. เพื่อเทิดทูนพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว2. เพื่อเทิดทูนพระคุณของพ่อ และยกย่องบทบาทของพ่อที่มีต่อครอบครัวและสังคม3. เพื่อให้ลูกได้แสดงความกตัญญูต่อพ่อ4. เพื่อให้ผู้เป็นพ่อได้สำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบของตน

26 พฤศจิกายน 2551

พระราชกรณียกิจด้านการแพทย์

ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามท้องที่ต่างๆ ทุกครั้ง จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีคณะแพทย์ที่ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาจากโรงพยาบาลต่างๆ และล้วนเป็นอาสาสมัครทั้งสิ้น โดยเสด็จพระราชดำเนินไปในขบวนอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยเวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ครบครัน พร้อมที่จะให้การรักษาพยาบาลราษฎร ผู้ป่วยไข้ได้ทันที
นอกจากนั้น ยังมีโครงการทันตกรรมพระราชทาน ซึ่งเป็นพระราชดำริที่ให้ทันตแพทย์อาสาสมัคร ได้เดินทางออกไปช่วยเหลือบำบัดโรคเกี่ยวกับฟัน ตลอดจนสอนการรักษาอนามัยของปากและฟัน แก่เด็กนักเรียนและราษฎรที่อาศัยอยู่ในท้องที่ทุรกันดาร และห่างไกลจากแพทย์ทั่วทุกภาค โดยให้การบริการรักษาโรคฟัน โดยไม่คิดมูลค่าในการแพทย์เคลื่อนที่
สำหรับการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมวัดทุกแห่ง ซึ่งนับเป็นศูนย์กลางของชุมชนในชนบท โดยจะพระราชทานกล่องยาแก่วัด เพื่อพระภิกษุใช้เมื่อเกิดอาพาธ และเพื่อแจกจ่ายแก่ราษฎรผู้ป่วยเจ็บในหมู่บ้านนั้นๆ ส่วนในการเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมหน่วยทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร ที่ออกไปตั้งฐานปฏิบัติการในท้องที่ทุรกันดาร ก็จะพระราชทานสิ่งของที่จำเป็นต่างๆ รวมทั้งยารักษาโรคสำหรับใช้ในหมู่เจ้าหน้าที่ และใช้ในการรักษาพยาบาล และเพื่อแจกจ่ายแก่ราษฎรในท้องที่ ที่มาขอความช่วยเหลือ อันจะทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปราม และประชาชนในพื้นที่ปฏิบัติการ ได้มีความเข้าใจอันดีต่อกัน รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทางด้านหน่วยแพทย์หลวงที่จะต้องตามเสด็จพระราชดำเนินไป ณ ที่ประทับแรมทุกแห่งนั้น จะมีเจ้าหน้าที่ให้การรักษาพยาบาลราษฎร ผู้มาขอรับการรักษา ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่ประการใด นอกจากนั้น หน่วยแพทย์หลวงยังจัดเจ้าหน้าที่ออกเดินทาง ไปรักษาราษฎรผู้ป่วยเจ็บ ตามหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลออกไปอีกด้วย โดยได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ซึ่งเป็นผู้แนะนำสถานที่และร่วมเดินทางไปด้วย สำหรับราษฎรผู้เจ็บป่วยรายที่มีอาการหนัก หรือจำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจรักษาเพิ่มเติมนั้น ก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จพระราชดำเนิน ทำการบันทึกรายชื่อ อาชีพ ที่อยู่ และอาการโดยละเอียด โดยตรวจสอบความถูกต้องกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และมีสำเนาให้รับทราบเพื่อติดต่อประสานงานต่อไป ในการพิจารณาส่งผู้ป่วยไปรับการรักษาต่อ ตามความเห็นของแพทย์ผู้ทำการตรวจ

พระราชกรณียกิจด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นประมุขของประเทศ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ หลายประเทศ ทั้งในทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป และทวีปอเมริกาเหนือ เพื่อเป็นการเจริญทางพระราชไมตรีระหว่างประเทศไทย กับบรรดามิตรประเทศเหล่านั้น ที่มีความสัมพันธ์อันดีอยู่แล้ว ให้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทรงนำความปรารถนาดีของประชาชนชาวไทย ไปยังประเทศต่างๆ นั้นด้วย ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างไกลมากยิ่งขึ้น นับว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างมหาศาล และประเทศต่างๆ ที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเจริญทางพระราชไมตรีนั้น มีดังนี้

เวียดนามใต้ ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๑ ธันวาคม ๒๕๐๒ ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศครั้งแรก ในรัชกาลปัจจุบัน
สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ ๘-๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๓
สหภาพพม่า ระหว่างวันที่ ๒-๕ มีนาคม ๒๕๐๓
สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ ๑๔ มิถุนายน - ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๐๓
อังกฤษ ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๓ กรกฎาคม ๒๕๐๓
สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ระหว่างวันที่ ๒๕ กรกฎาคม - ๒ สิงหาคม ๒๕๐๓
สาธารณรัฐโปรตุเกส ระหว่างวันที่ ๒๒-๒๕ สิงหาคม ๒๕๐๓
สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ ๒ช-๓๑ สิงหาคม ๒๕๐๓
เดนมาร์ก ระหว่างวันที่ ๖-๙ กันยายน ๒๕๐๓
นอร์เวย์ ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๑ กันยายน ๒๕๐๓
สวีเดน ระหว่างวันที่ ๒๓-๒๕ กันยายน ๒๕๐๓
สาธารณรัฐอิตาลี ระหว่างวันที่ ๒๘ กันยายน - ๑ ตุลาคม ๒๕๐๓
นครรัฐวาติกัน เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๐๓
เบลเยี่ยม ระหว่างวันที่ ๔-๗ ตุลาคม ๒๕๐๓
สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ ๑๑-๑๔ ตุลาคม ๒๕๐๓
ลักเซมเบอร์ก ระหว่างวันที่ ๑๗-๑๙ ตุลาคม ๒๕๐๓
เนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ ๒๔-๒๗ ตุลาคม ๒๕๐๓
สเปน ระหว่างวันที่ ๓-๘ พฤศจิกายน ๒๕๐๓
สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน ระหว่างวันที่ ๑๑-๒๒ มีนาคม ๒๕๐๕
สหพันธรัฐมลายา ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๗ มิถุนายน ๒๕๐๕
นิวซีแลนด์ ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๖ สิงหาคม ๒๕๐๕
ออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ ๒๖ สิงหาคม - ๑๒ กันยายน ๒๕๐๕
ญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ ๒๗ พฤษภาคม - ๕ มิถุนายน ๒๕๐๖
สาธารณรัฐจีน ระหว่างวันที่ ๕-๘ มิถุนายน ๒๕๐๖
สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ ๙-๑๔ กรกฎาคม ๒๕๐๖
สาธารณรัฐออสเตรีย ระหว่างวันที่ ๒๙ กันยายน - ๕ ธันวาคม ๒๕๐๗
สาธารณรัฐเยอรมัน ระหว่างวันที่ ๒๒-๒๘ สิงหาคม ๒๕๐๙ ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งที่สอง
สาธารณรัฐออสเตรีย ระหว่างวันที่ ๒๙ กันยายน - ๒ ตุลาคม ๒๕๐๙ ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งที่สอง
อิหร่าน ระหว่างวันที่ ๒๓-๓๐ เมษายน ๒๕๑๐
สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ ๖-๒๐ มิถุนายน ๒๕๑๐ ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งที่สอง
แคนาดา ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๔ มิถุนายน ๒๕๑๐
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่างวันที่ ๘-๙ เมษายน ๒๕๓๗
เมื่อเสร็จสิ้นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ แล้ว ก็ได้ทรงต้อนรับพระราชอาคันตุกะ ที่เป็นประมุขของประเทศต่างๆ ที่เสด็จและเดินทางมาเยือนประเทศไทยเป็นการตอบแทน และบรรดาพระราชอาคันตุกะทั้งหลาย ต่างก็ประทับใจในพระราชวงศ์ของไทย ตลอดจนประชาชนชาวไทยอย่างทั่วหน้า

พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักดีว่า การพัฒนาการศึกษาของเยาวชนนั้น เป็นพื้นฐานอันสำคัญของประเทศชาติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์จัดตั้งมูลนิธิอานันทมหิดล ให้เป็นทุนสำหรับการศึกษาในแขนงวิชาต่างๆ เพื่อให้นักศึกษาได้มีทุนออกไปศึกษา หาความรู้ต่อในวิชาการชั้นสูงในประเทศต่างๆ โดยไม่มีเงื่อนไขข้อผูกพันแต่ประการใด เพื่อที่จะได้นำความรู้นั้นๆ กลับมาใช้พัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
นอกเหนือไปจากนี้แล้ว ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินการจัดทำสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนขึ้น สารานุกรมชุดนี้ มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสารานุกรมชุดอื่นๆ ที่ได้เคยจัดพิมพ์มาแล้ว กล่าวคือ เป็นสารานุกรมอเนกประสงค์ที่บรรจุเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นสาระไว้ครบทุกแขนงวิชา โดยจัดแบ่งเนื้อหาของแต่ละเรื่องออกเป็นสามระดับ เพื่อที่จะให้เยาวชนแต่ละรุ่น ตลอดจนผู้ใหญ่ที่มีความสนใจ สามารถที่จะศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ได้ตามความเหมาะสมของพื้นฐานความรู้ ของแต่ละคน โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละสาขาวิชา การอุทิศเวลาและความรู้ เพื่อสนองพระราชดำริ โดยร่วมกันเขียนเรื่องต่างๆ ขึ้น แบ่งออกเป็น 4 สาขาวิชา คือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
ทรงก่อตั้งกองทุนนวฤกษ์ ในมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อช่วยให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา ทั้งยังพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นทุนริเริ่มในการก่อสร้างโรงเรียนตามวัดในชนบท สำหรับที่จะสงเคราะห์เด็กยากจนและกำพร้า ให้ได้มีสถานที่สำหรับศึกษาเล่าเรียน โดยอาราธนาพระภิกษุเป็นครูสอนในวิชาสามัญต่างๆ ที่ไม่ได้ขัดต่อพระธรรมวินัย ตลอดจนช่วยอบรมศีลธรรมแก่เด็กนักเรียน ทั้งนี้ เป็นพระราชประสงค์ที่จะให้เด็กนักเรียน ได้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการศึกษาควบคู่กันไป อันจะทำให้เยาวชนของชาติ นอกจากจะมีความรู้ด้านวิชาการแล้ว ยังจะทำให้มีจิตใจที่ดี ที่ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม เพื่อที่จะได้เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติต่อไป ในอนาคต โรงเรียนร่มเกล้า ก็เป็นสถานศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ในหลายจังหวัดที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริ ที่จะให้ทหารออกไปปฏิบัติภารกิจในท้องที่ทุรกันดาร ได้ทำประโยชน์ต่อชุมชน และมีส่วนช่วยเหลือประชาชนในด้านการศึกษา ตามโอกาสอันควร โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้ทหารจัดสร้างโรงเรียนขึ้นในจังหวัดนครพนม จังหวัดสกลนคร จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นต้น เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนสถานศึกษาสำหรับเยาวชน และยังเป็นการส่งเสริมความเข้าใจอันดี ระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารที่ไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่นั้นๆ กับราษฎรเจ้าของท้องที่อีกโสตหนึ่งด้วย ซึ่งในการดำเนินงานจัดสร้างโรงเรียน ทางฝ่ายทหารได้ติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และฝ่ายศึกษาธิการ เพื่อเลือกสถานที่ตั้งโรงเรียนที่เหมาะสมกับความจำเป็นที่สุด ซึ่งปรากฎว่าราษฎรในท้องที่ที่มีการสร้างโรงเรียน ได้พากันร่วมอุทิศแรงกายช่วยในการก่อสร้าง ตลอดจนอุทิศทุนทรัพย์สมทบเป็นทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ที่จะนำไปใช้ในการก่อสร้างโรงเรียน เพื่อเป็นการโดยเสด็จพระราชกุศลด้วย และเมื่อการก่อสร้างโรงเรียนแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดโรงเรียนเหล่านั้น พร้อมทั้งพระราชทานนามว่า โรงเรียนร่มเกล้า ซึ่งในปัจจุบันมีทั้งโรงเรียนระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมานท์ ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสสาชูเซสท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือนอ้าย ปีเถาะ จุลศักราช ๑๒๘๙ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๗๐ มีพระนามเดิมว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (พระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ซึ่งภายหลังทั้งสองพระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธย เป็นสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระเชษฐภคินีและพระเชษฐา คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ประสูติเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๖๖ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กับพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๘ ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี
เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๑ ได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยม จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา เสด็จกลับประเทศไทย ประทับ ณ วังสระปทุม ต่อมาในวันที่ ๒๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๒ สมเด็จพระบรมราชชนกทิวงคต ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ทรงเจริญพระชนมายุได้ไม่ถึงสองพรรษา และเมื่อมีพระชนมายุได้ ๕ พรรษา ได้เสด็จเข้ารับการศึกษาชั้นต้น ณ โรงเรียนมาแตร์ เดอี กรุงเทพฯ จนถึงพุทธศักราช ๒๔๗๖ จึงเสด็จไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินีและพระเชษฐา เพื่อทรงศึกษาต่อในชั้นประถมศึกษา ในโรงเรียนเมียร์มองต์ ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมันและภาษาอังกฤษ จากนั้นทรงเข้าศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ณ เอกอล นูแวล เดอ ลา ชืออิส โรมองต์ เมืองแชลลี ชือ โลซานน์ ทรงได้รับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์จาก ยิมนาส กลาชีค กังโดนาล แห่งเมืองโลซานน์ แล้วทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยโลซานน์ โดยทรงเลือกศึกษาในแขนงวิชาวิศวกรรมศาสตร์
ในพุทธศักราช ๒๔๗๗ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๘ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช จึงทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๘ และได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นิวัติประเทศไทยเป็นครั้งแรก ในพุทธ>ศักราช ๒๔๘๑ โดยประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เป็นการชั่วคราว แล้วเสด็จกลับไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนถึงพุทธศักราช ๒๔๘๘ จึงโดยเสด็จพระราชดำเนิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นิวัติประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้ประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง
ในวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จสวรรคตโดยกระทันหัน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช จึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ในวันเดียวกันนั้น แต่เนื่องจากยังทรงมีพระราชภารกิจด้านการศึกษา จึงต้องทรงอำลาประชาชนชาวไทย เสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่ง ในเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ เพื่อทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม ในครั้งนี้ ทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมายและวิชารัฐศาสตร์ แทนวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่ทรงศึกษาอยู่เดิม
ระหว่างที่ประทับศึกษาอยู่ในต่างประเทศนั้น ทรงพบกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (พระนามเดิม หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยยศ ขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้านักขัตรมงคล เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๓ และในพุทธศักราช ๒๔๙๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามว่าพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) และหม่อมหลวงบัว (สนิทวงศ์) กิติยากร ต่อมาทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ในพุทธศักราช ๒๔๙๓ เสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร ประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ต่อมาในวันที่ ๒๘ เมษายน ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในวังสระปทุม ซึ่งในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์
ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง เฉลิมพระบรมนามาภิไธย ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร พร้อมทั้งพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม และในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี
หลังจากเสร็จการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงรักษาสุขภาพ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตามที่คณะแพทย์ได้ถวายคำแนะนำ และระหว่างที่ประทับรักษาพระองค์อยู่นั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี มีพระประสูติกาลพระราชธิดาพระองค์แรก คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งประสูติ ณ โรงพยาบาลมองซัวซีส์ เมืองโลซานน์ เมื่อวันที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๔ และเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์แรกเจริญพระชันษาได้ ๗ เดือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร ประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จากนั้นทรงย้ายที่ประทับไปประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และที่พระที่นั่งอัมพรสถานนี้เอง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี มีพระประสูติกาลพระราชโอรสและพระราชธิดาอีกสามพระองค์ คือ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๕
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๔๙๘
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประสูติ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๐
ในพุทธศักราช ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาที่จะทรงผนวช ด้วยทรงพระราชดำริว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ที่ประชาชนของพระองค์เลื่อมใสกันอยู่เป็นจำนวนมาก ยิ่งทรงมีโอกาสคุ้นเคยกับหลักการและทางปฏิบัติของพุทธศาสนิกชน ระหว่างที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ก็ทรงมีพระราชศรัทธายิ่งขึ้น เพราะได้ประจักษ์แก่พระราชหฤทัยว่า ธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกอบด้วยเหตุผลและสัจจธรรม แม้ผู้ใดจะวิจารณ์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ก็จะไม่เสื่อมถอยในความนิยมเชื่อถือ ทั้งจักเป็นทางสนองพระเดชพระคุณพระราชบูรพการีตามคตินิยมอีกโสตหนึ่งด้วย จึงได้เสด็จออกทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ เสร็จการพระราชพิธีทรงผนวชแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ตลอดเวลา ๑๕ วันที่ทรงผนวชอยู่ และจากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้อย่างเรียบร้อย เป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในปีเดียวกันนั้นเอง และในพุทธศักราช ๒๕๐๐ ทรงย้ายที่ประทับจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จนถึงปัจจุบัน ที่มา : เครือข่ายกาญจนาภิเษก http://www.kanchanapisek.or.th