03 ธันวาคม 2551

9 คำพ่อสอน


เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๕ ธํนวาคม ๒๕๕๑ ขอน้อมนำพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “9 คำพ่อสอน” มาเป็นแนวทางในการประพฤติ ปฏิบัติ ปรับใช้กับชีวิตการงาน การเรียนและการทำงานของตน จุดประกายความคิด ความหวัง และความมุ่งมั่นตั้งใจในการใช้ชีวิต เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้ประสบความสุขและความสำเร็จ ก่อประโยชน์ให้ทั้งแก่ตนเองและสังคม
œ คนเราจะต้องรับ และจะต้องให้ “…..เมื่อรับสิ่งของได้มาก ก็จะต้องพยายามให้ ในการให้นั้นให้ได้โดยพยายามที่จะสร้างความสามัคคีในหมู่คณะและชาติ ทำให้หมู่คณะ และชาติ ประชาชนทั้งหลายมีความไว้วางใจซึ่งกันและกันได้ ช่วยที่ไหนได้ก็ช่วย ด้วยจิตใจที่เผื่อแผ่โดยแท้…”
œ ความพอดี “…ความพอเหมาะพอดี ไม่ทำเกินฐานะและกำลัง หรือทำด้วยความเร่งรีบ เมื่อมีพื้นฐานแน่นหนารองรับพร้อมแล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญก้าวหน้าในระดับที่สูงขึ้น ตามต่อกันไปเป็นลำดับ ผลที่เกิดขึ้นจึงจะแน่นอน….”
œ ความเพียร “…การสร้างสรรค์ตนเอง การสร้างบ้านเมืองก็ตาม มิใช่ว่าสร้างในวันเดียว ต้องใช้เวลา ใช้ความเพียร ต้องใช้ความอดทน เสียสละ แต่ที่สำคัญที่สุดความอดทนคือไม่ย่อท้อ ไม่ย่อท้อในสิ่งที่ดีงาม…”
œ การเอาชนะใจตน “…ในการดำรงชีวิตของเรา เราต้องข่มใจ ไม่กระทำสิ่งใดๆ ที่เรารู้สึกด้วยใจจริงว่าชั่วว่าเสื่อม เราต้องฝืนต้องต้านความคิดและความประพฤติทุกอย่างที่ขัดกับธรรม เราต้องกล้าและบากบั่นที่จะกระทำสิ่งที่เราทราบว่าเป็นความดี เป็นความถูกต้องและเป็นธรรม…”
œ พูดจริงทำจริง “…ผู้หนักแน่นในสัจจะ พูดอย่างไรทำอย่างนั้น จึงจะได้รับความสำเร็จ พร้อมทั้งความศรัทธาเชื่อถือ พร้อมทั้งความยกย่องสรรเสริญจากคนทุกฝ่าย การพูดและทำ คือพูดจริงทำจริง จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมเกียรติคุณให้เด่นชัดและสร้างเสริมความดี ความเจริญให้เกิดขึ้นทั้งแก่บุคคลและแก่ส่วนรวม…”
œ ความรู้ตน “…การรู้ตัวอยู่เสมอจะทำให้เป็นคนดีมีระเบียบ และคนที่มีระเบียบดีแล้วจะสามารถเล่าเรียนและทำการงานต่างๆ ได้โดยถูกต้อง รวดเร็ว จะเป็นคนที่จะสร้างความสำเร็จและความเจริญให้แก่ตนเอง แก่ส่วนรวมในอนาคตได้อย่างแน่นอน…”
œ ความซื่อสัตย์ “…ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง เด็กๆ จึงต้องฝึกฝน อบรมให้เกิดมีขึ้นในตนเอง เพื่อจักได้เติบโตขึ้นเป็นคนดี มีประโยชน์และมีชีวิตที่สะอาดที่เจริญมั่นคง…”
œ ความอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ “…ในวงสังคมนั้นเล่า ท่านจะต้องรักษามารยาทอันดีงามสำหรับสุภาพชน รู้จักสัมมาคารวะ ไม่แข็งกระด้าง มีความอ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ พร้อมจะเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม…”
œ หนังสือเป็นออมสิน “…หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมาแต่โบราณกาล จนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้…” ¸·¸

คนไทย…ต้องทำตัวให้สมกับที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ


ทุกครั้งประเทศชาติเกิดเหตุการณ์วิกฤต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญของชาติให้สามารถลุล่วงไปได้โดยปลอดโปร่งทุกครั้ง ดังเช่นพระราชดำรัสที่พระองค์พระราชทานให้กับคณะตุลาการและคณะผู้พิพากษาประจำศาล ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ทรงย้ำถึงเรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งต้องเป็นอย่างมีเหตุมีผล มีสภา มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตุโต) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ธรรมาธิปไตยไม่มา จึงหาประชาธิปไตยไม่เจอ” ซึ่งเกี่ยวกับ “ประชาธิปไตย” ว่า ประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครอง ว่ามีระบบที่กำหนดไว้หมดว่ามีการเลือกตั้งอย่างมีกระบวนการและขั้นตอน ซึ่งการมี “ระบบ” กำหนดจึงเป็นเรื่องของการ “เป็นไปอย่างมีเหตุมีผล” ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัส และเรื่องระบอกการปกครองนั้น ท่าน ป.อ.ปยุตุโต ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “…เวลาให้ความหมายเป็นทางการ เราพูดกันว่าประชาธิปไตย คืออำนาจอธิปไตย (sovereignty) ถ้าพูดกันแบบชาวบ้าน คือที่อำนาจตัดสินใจ (decision-making power) อันนี้จะเห็นทางปฏิบัติทันที
อำนาจตัดสินใจ เป็นหัวใจของระบบการปกครอง ใครมีอำนาจตัดสินใจสูงสุดนั้นคือตัวกำหนดระบบการปกครองนั้น ถ้าเป็นระบบเผด็จการคือบุคคลเดียว ที่เรียกว่า ผู้เผด็จการหรือผู้นำ มีอำนาจในการตัดสินใจ ถ้าเป็นประชาธิปไตย คือประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจหรือประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจตัดสินใจ เมื่ออำนาจตัดสินใจอยู่ที่ประชาชน ก็ต้องให้ประชาชนตัดสินใจอย่างถูกต้อง คือต้องมีธรรมาธิปไตย…” ยุทธศาสตร์การปกครองที่สำคัญของประเทศไทยจึงมี 2 ประการ คือ
- ยึดการปกครองที่ประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจซึ่งก็คือการปกครอง “แบบประชาธิปไตย”
- เร่งปรับปรุงคุณภาพประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพประชาธิปไตยของชาติให้มีคุณธรรม หรือจริยธรรม ที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบธรรมาธิปไตย”
ดังนั้น การปฏิรูประบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่พวกเราไม่เพียงต้องทำอย่างต่อเนื่อง หากควรเป็นไปอย่างมีสติสัมปชัญญะและเป็นแบบที่อารยชนพึงปฏิบัติ สิ่งที่ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับ “ระบบ” คือ “คุณภาพของคน” ซึ่งมีคุณสมบัติที่จะต้องให้ถึงพร้อมอย่างมาก
ปัจจุบัน “ความดีงาม” ในสังคมไทย ซึ่งเคยเป็น “เอกลักษณ์” ของชาติ เริ่มสึกหรอลงไป และ “ความก้าวร้าว” ได้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว สังคมไทยพลิกผันกลายเป็นสังคมที่ไม่มีความสุข เกิดความแตกแยก มุ่งที่จะเอาชนะกัน ไม่มีใครมองประโยชน์ของชาติและสังคมในองค์รวม หากความโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเมตตากรุณาอันเป็นเอกลักษณ์ (Unique Competenees) ของสังคมไทยต้องมลายไปพร้อมกับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ก็นับว่าชาติไทยได้พบกับ “ความสูญเสียครั้งใหญ่” ที่ประมาณค่าไม่ได้
ถ้าพวกเรารักในหลวง ต้องช่วยกันนำสิ่งเหล่านี้กลับคืนมา ต้องรีบทำตัวให้สมกับที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านมาโดยตลอดกว่า 60 ปีมานี้