30 พฤศจิกายน 2551

พระราชกรณียกิจด้านสิ่งแวดล้อม

ความเป็นมา“…ปัญหาสำคัญ คือ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องน้ำเสียกับขยะ ได้ศึกษามาแล้วเหมือนกัน ทำไม่ยากนัก ในทางเทคโนโลยีทำได้ แล้วในเมืองไทยเองก็ทำได้ หาเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาแล้วทำในเมืองไทยก็ทำได้ หรือจะจ้างบริษัทต่างประเทศมาทำก็ได้ นี่แหละปัญหาเดียวกัน เดี๋ยวนี้กำลังคิดจะทำแต่ติดอยู่ที่ที่จะทำ…”พระราชดำรัสเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๓๓จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงตระหนักถึงปัญหามลภาวะที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการดำรงชีวิตของคนในชุมชนเป็นอย่างมาก โดยพระองค์สนพระราชหฤทัยในกลไกธรรมชาติช่วยธรรมชาติเป็นพิเศษ จึงทรงมีพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนา โดยมีสำนักคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ประสานงานร่วมกับกรมชลประทาน เพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมดังกล่าว จึงเกิดเป็นโครงการต้นแบบการบำบัดน้ำเสียโดยวิธีธรรมชาติชื่อว่า “โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาให้กับชุมชนอื่นๆ ในการบำบัดน้ำเสียและกำจัดขยะมูลฝอยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้วิธีการทางธรรมชาติ การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ทำได้ง่าย และราคาประหยัดวัตถุประสงค์๑. เพื่อสนองพระราชดำริในการศึกษาวิธีการบำบัดน้ำเสียและการกำจัดขยะ โดยวิธีธรรมชาติและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ตลอดจนรูปแบบการสร้างพฤติกรรมการทิ้งขยะและบำบัดน้ำเสีย พร้อมทั้งการสร้างแบบจำลอง เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย๒. เพื่อส่งเสริมเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัย การบำบัดน้ำเสียด้วยแปลงหญ้ากรองและบ่อบำบัด การทำปุ๋ยหมัก และการสร้างพฤติกรรมการทิ้งขยะและบำบัดน้ำเสียของเทศบาลเมืองเพชรบุรี๓. เพื่อศึกษาต้นทุนและความคุ้มทุนในการดำเนินการ ตลอดจนผลประโยชน์ที่ได้รับในรูปแบบต่างๆ จากการบำบัดน้ำเสียและกำจัดขยะพื้นที่ดำเนินการพื้นที่ดำเนินการ คือ พื้นที่สาธารณะประมาณ ๖๔๒ ไร่ ตั้งอยู่บริเวณบ้านพะเนิน ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นพื้นที่ติดทะเล และบางส่วนแต่เดิมเคยเป็นพื้นที่ทำนาเกลือมาก่อนหน่วยงานที่รับผิดชอบมูลนิธิชัยพัฒนาได้ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในด้านงานวิจัย ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้มอบหมายให้วิทยาลัยสิ่งแวดล้อม เป็นผู้รับผิดชอบโครงการฯ ในการดำเนินการศึกษาวิจัย อีกทั้งความร่วมมือกับหน่วยงานราชการต่างๆ อาทิเช่น สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กรมป่าไม้ กรมประมง และเทศบาลเมืองเพชรบุรี เป็นต้น เพื่อให้โครงการฯ บรรลุไปตามวัตถุประสงค์ และสามารถเป็นโครงการนำร่อง ขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปการดำเนินงานโครงการศึกษาวิจัยได้แบ่งแผนการวิจัยออกเป็น ๔ ช่วงระยะเวลา คือระยะที่ ๑ การทดลองศึกษาความเป็นไปได้ในการกำจัดขยะ (พุทธศักราช ๒๕๓๓ – ๒๕๓๖)ระยะที่ ๒ การหารูปแบบการทดลองภาคปฏิบัติ (พุทธศักราช ๒๕๓๗ – ๒๕๓๙)ระยะที่ ๓ การทดลองหาประสิทธิภาพและสร้างแบบจำลองระบบบำบัดน้ำเสียและการกำจัดขยะ (พุทธศักราช ๒๕๔๐ – ๒๕๔๒)ระยะที่ ๔ การส่งเสริมเผยแพร่เทคโนโลยีของโครงการฯ (พุทธศักราช ๒๕๔๓ – ปัจจุบัน)การศึกษาของโครงการฯ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ การบำบัดน้ำเสีย และการกำจัดขยะการบำบัดน้ำเสียการรวบรวมน้ำเสียจากชุมชน เป็นขั้นตอนแรกของการบำบัดน้ำเสีย โดยการสร้างท่อระบายน้ำเสียจากบ้านคลองยางไหลเข้าสู่บริเวณบำบัดน้ำเสียแหลมผักเบี้ย ตามท่อยาวประมาณ ๑๘ กิโลเมตร โดยใช้กระบวนการธรรมชาติซึ่งแบ่งวิธีการบำบัดออกเป็น ๔ วิธี ดังนี้๑. ระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย (แบบบ่อผึ่ง)ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบ่อผึ่งเป็นระบบน้ำเสียด้วยวิธีธรรมชาติอย่างง่าย โดยอาศัยกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างแสงแดด สายลม จุลินทรีย์และสาหร่าย สาหร่ายจะเป็นตัวช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำ จากนั้นจุลินทรีย์จะใช้ออกซิเจนที่ได้จากการสังเคราะห์แสงของสาหร่ายไปย่อยสลายของเสียที่ปนเปื้อนในน้ำเสียจนกระทั่งกลายเป็นน้ำดี ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบ่อผึ่ง ประกอบด้วยบ่อย่อยๆ ที่มีกลไกบำบัดน้ำเสีย ๓ ลักษณะด้วยกัน ได้แก่ บ่อตกตะกอน บ่อบำบัดและบ่อปรับสภาพมีระยะเวลากักพักน้ำเสียบ่อละประมาณ ๗ วัน รวมทั้งสิ้นประมาณ ๒๑ วัน ซึ่งในแต่ละบ่อจะมีลักษณะ ดังนี้ลำดับ บ่อย่อย ความลึก (เมตร) หน้าที่ ระยะเวลากักพัก (วัน)๑ บ่อตกตะกอน ๒.๕ ตกตะกอนอนุภาคและบำบัดของเสียขั้นต้นด้วยกระบวนการแบบกึ่งไร้อากาศ ๕-๗๒ บ่อบำบัด ๒.๐ เติมอากาศโดยธรรมชาติและบำบัดของเสียด้วยกระบวนการกึ่งไร้อากาศ ๙-๑๒๓ บ่อปรับสภาพ ๑.๗ ปรับสภาพน้ำเสีย กำจัดสาหร่าย ๗-๙รวม ๒๑-๒๘น้ำเสียที่ส่งมาตามท่อจะไหลเข้าสู่บ่อตกตะกอน แล้วผ่านเข้าไปยังบ่อบำบัดที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ตามลำดับ และไหลเข้าสู่บ่อปรับสภาพเป็นขั้นสุดท้าย ก่อนที่จะระบายสู่ป่าชายเลนต่อไป๒. ระบบกรองน้ำเสียด้วยหญ้าการใช้ระบบกรองน้ำเสียด้วยหญ้า (Grass Filtration) เป็นวิธีการปล่อยให้น้ำเสียไหลผ่านแปลงทดลองที่ทำการเพาะปลูกหญ้าและพืช โดยน้ำเสียจะไหลผ่านผิวดินและต้นหญ้าเป็นระยะๆ จนกระทั่งน้ำมีความสะอาดดียิ่งขึ้น จึงจะปล่อยให้ไหลออกจากแปลง๓. ระบบบำบัดน้ำเสียโดยใช้พื้นที่ชุ่มน้ำเทียมการใช้ระบบบำบัดน้ำเสียโดยใช้พื้นที่ชุ่มน้ำเทียม (Constructed Wetland) เป็นวิธีการบำบัดน้ำเสีย โดยการขังน้ำเสียในแปลงทดลองที่ทำการปลูกหญ้าหรือพืชไว้เป็นระยะเวลาหนึ่ง รากจะสามารถแผ่กระจายยึดเกาะดินและเจริญเติบโตได้ดีในน้ำขังเสีย พืชเหล่านี้จะช่วยดูดซับสารพิษให้ลดน้อยลง ตลอดจนทำหน้าที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ให้หมดไป ซึ่งจะทำให้น้ำเสียกลายเป็นน้ำดีและสามารถระบายออกไปได้๔. ระบบบำบัดน้ำเสียโดยป่าชายเลนการใช้ระบบบำบัดน้ำเสียโดยใช้แปลงป่าชายเลน (Mangrove Forest Filtration) เป็นการนำน้ำเสียมาบำบัดโดยเลียนแบบธรรมชาติ คือ ช่วงเวลาน้ำขึ้นให้กักน้ำเสียไว้ระยะหนึ่ง เมื่อน้ำเสียดีขึ้นในระดับที่เหมาะสมแล้วจึงปล่อยออกไป ซึ่งการปล่อยน้ำออกต้องสัมพันธ์กับเวลาน้ำขึ้นน้ำลงด้วยการกำจัดขยะการศึกษาของโครงการฯ คำนึงถึงธรรมชาติเป็นหลัก โดยใช้หลักธรรมชาติช่วยธรรมชาติ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เริ่มด้วยโครงการฯ ได้ทำการรวบรวมขยะออกจากชุมชนเมืองเพชรบุรี โดยนำมากองในพื้นที่กองขยะของแหลมผักเบี้ย ขยะเหล่านี้จะถูกนำมาแยกประเภทออกเป็นสารอินทรีย์และขยะที่เป็นโละ พลาสติก แก้ว และอื่นๆขยะที่ไม่ใช่สารอินทรีย์ จะแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือส่วนที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จะถูกนำไปเข้ากระบวนการผลิตเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และส่วนที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้จะถูกนำมาฝังกลบอย่างถูกต้อง (Sanitary Landfill)ขยะที่เป็นสารอินทรีย์จะนำไปเข้าบ่อหมักปุ๋ย เมื่อหมักได้ที่แล้วจึงนำไปถมที่ชายเลนบริเวณริมนอกพื้นที่โครงการฯ เพื่อปลูกป่าชายเลนต่อไป บ่อหมักปุ๋ยมีลักษณะเป็นบ่อคอนกรีต เป็นการกำจัดขยะด้วยวิธีฝังกลบแบบง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ซึ่งอาศัยกลไกการย่อยสลายของจุลินทรีย์ตามธรรมชาติเป็นหลัก โดยการฝังกลบแบบเป็นชั้นๆ ซ้อนทับกันระหว่างขยะดินแดงหรือดินนาธรรมชาติ จุลินทรีย์จะทำการย่อยสลายสารอินทรีย์ในขยะตามธรรมชาติ การย่อยสลายของจุลินทรีย์จะทำให้เกิดกลิ่นเหม็นและพลังงานความร้อนออกมา จึงต้องใส่ดินแดงหรือดินนาเป็นตัวรับอิเล็กตรอน และรดน้ำทุกๆ ๗ วัน เพื่อลดความร้อนให้อุณหภูมิเหมาะสมต่อการทำงานของจุลินทรีย์ ทำให้กระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์มีประสิทธิภาพมากขึ้นผลการดำเนินงานการศึกษาวิจัยสามารถแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มงาน คือกลุ่มโครงการศึกษาวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม และกลุ่มโครงการศึกษาวิจัยด้านเทคโนโลยี โดยมีผลการศึกษาวิจัยจากช่วงระยะที่ ๑ และ ๒ ดังนี้๑. ผลการศึกษาวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมโครงการฯ ได้ทำการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นต่างๆ เช่น คุณภาพน้ำ ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรดิน รวมทั้งพฤติกรรมของประชาชนในการกำจัดขยะและบำบัดน้ำเสีย โดยมีผลการศึกษาดังนี้๑.๑ การศึกษาลักษณะโครงสร้างป่าชายเลน และคุณสมบัติของดินป่าชายเลน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี พบว่า จังหวัดเพชรบุรีมีพื้นที่ป่าชายเลนเหลืออยู่ประมาณ ๒,๑๒๕ ไร่ เป็นแนวยาวไปตามชายฝั่งจากปากอ่าวบ้านแหลมไปจนถึงแหลมผักเบี้ย ลักษณะโครงสร้างป่าชายเลน ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ คือ ไม้แสมขาว แสมดำ แสมทะเล โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ และพังกาหัวสุมดอกแดง โดยมีแสมทะเลเป็นพันธุ์ไม้เด่น ดินส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวและดินร่วนเหนียว สามารถดูดซับสารอินทรีย์ได้ดี ส่วนความเค็มของดินจะขึ้นอยู่กับการท่วมถึงของน้ำทะเล๑.๒ การศึกษาความหลากหลายของนกที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ พบว่าบริเวณบ่อบำบัดน้ำเสียของโครงการมีนกอาศัยอยู่ประมาณ ๕๗ ชนิด เนื่องจากในพื้นที่ของโครงการมีป่าชายเลน จึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหารและที่หลบภัยของนก เนื่องจากในบ่อบำบัดน้ำเสียมีปลาชุกชุม๑.๓ การศึกษาความสามารถในการบำบัดน้ำเสียของชุมชน โดยในปัจจุบันกรมชลประทานได้สร้างระบบบ่อบำบัดน้ำเสียแล้วเสร็จ และสามารถรองรับน้ำเสียจากเทศบาลเมืองเพชรบุรี ได้ประมาณวันละ ๑๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร๑.๔ การศึกษาลักษณะของน้ำเสียและปริมาณน้ำเสีย พบว่าน้ำเสียของเทศบาลเมืองเพชรบุรีมีความเหมาะสมในการบำบัดน้ำเสีย ด้วยการใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบกึ่งไร้อากาศ โดยปริมาณน้ำเสียที่ไหลเข้าบ่อรวบรวมน้ำเสียเทศบาลเมืองเพชรบุรี เฉลี่ยวันละ ๑,๗๓๑ ลูกบาศก์เมตรต่อวัน๑.๕ การศึกษาวิจัยด้านพฤติกรรมการทิ้งขยะและบำบัดน้ำเสีย การศึกษาพบว่าชุมชนไม่มีการแยกขยะก่อนทิ้ง ชุมชนได้แก่ ครัวเรือน ตลาด ร้านค้า และโรงงานอุตสาหกรรมในครัวเรือน โดยจากการสอบถามพบว่าร้อยละ ๙๗.๑ เห็นด้วย หากเทศบาลเมืองเพชรบุรีขอความร่วมมือในกรณีของการแยกขยะ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีที่จะเกิดการแยกขยะก่อนทิ้งของชุมชนในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี๒. ผลการศึกษาวิจัยด้านเทคโนโลยีการศึกษาด้านเทคโนโลยีก็เพื่อที่จะหารูปแบบเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการบำบัด/กำจัดของเสียจากชุมชน และสามารถนำผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่นๆ ในประเทศได้ โดยมีผลการศึกษาวิจัยแบ่งเป็น ๒ ระยะ ดังนี้๒.๑ การศึกษาวิจัยด้านปุ๋ยหมักระยะที่ ๑ เป็นการศึกษาวิจัยในด้านปุ๋ยหมักในสภาพที่มีออกซิเจนเพียงพอ (Aerobic condition) ไม่มีการกลับกองขยะ จากการทดลองพบว่าเนื้อปุ๋ยหมักที่ได้จะไม่มีกลิ่น แต่ยังมีการเจือปนของจุลินทรีย์ก่อให้เกิดโรค เช่น ปาราสิต และพยาธิต่างๆระยะที่ ๒ เป็นการศึกษาเติมเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ Tricoderma koenigii ผสมลงไปในหัวเชื้อปุ๋ยหมัก สามารถลดการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียและปาราสิตก่อโรคได้๒.๒ การศึกษาวิจัยด้านพืชระยะที่ ๑ เป็นการศึกษาทดลองคัดเลือกพันธุ์พืชจำนวนกว่า ๓๑ ชนิด เพื่อคัดเลือกพันธุ์พืชชนิดที่เหมาะสมสามารถทนต่อสภาพน้ำขังได้ ซึ่งได้แก่ กกพันธุ์ต่างๆ ธูปฤาษี แฝก หญ้าอาหารสัตว์ เป็นต้นระยะที่ ๒ เป็นการศึกษาวิจัยเพื่อคัดเลือกพันธุ์พืชชนิดที่เหมาะสมสามารถทนต่อสภาพน้ำเสียได้ เพื่อนำไปใช้ในทดลองบำบัดน้ำเสียแบบหญ้ากรองน้ำเสีย (Grass filtration) พบว่าพืชที่เหมาะสม คือ- พืชทั่วไป ได้แก่ หญ้าแฝกพันธุ์อินโดนีเซีย และพันธุ์ศรีลังกา กกกลม (จันทบูรณ์) และธูปฤาษี- พืชอาหารสัตว์ ได้แก่ หญ้าคาลล่า หญ้าสมูท และหญ้าโครสครอส๒.๓ การศึกษาส่วนผสมระหว่างดินและทรายของแปลงทดลองระยะที่ ๑ เป็นการศึกษาวิจัยหาสัดส่วนดินผสมทรายที่เหมาะสมเพื่อนำไปใช้ปลูกพืชในแปลงพืชบำบัดน้ำเสีย พบว่าสัดส่วนดินผสมทรายที่เหมาะสมในการปลูกพืช คือ ดิน : ทราย เท่ากับ ๓ : ๑ระยะที่ ๒ เป็นการทดลองการใช้ดินร่วมกับพืช เป็นต้นแบบในการบำบัดน้ำเสีย โดยใช้พืช ๔ แบบ คือ กกกลม ธูปฤาษี หญ้าคาลล่า และกกสามเหลี่ยม ทดลองขังน้ำและบำบัดน้ำเสีย พบว่าสามารถบำบัดน้ำเสียได้มีประสิทธิภาพสูง พืชที่เหมาะสม คือ กกกลม ระยะเวลาขังน้ำและปล่อยแห้ง ที่เหมาะสมคือ ขังน้ำ ๕ วัน ปล่อยน้ำ ๓ วัน สามารถนำไปใช้ประยุกต์ในการบำบัดน้ำเสียสำหรับหน่วยงานในชนบทที่มีงบประมาณน้อยที่ตั้งโครงการโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรีโทรศัพท์/โทรสาร: ๐-๓๒๔๔-๑๒๐๙

ไม่มีความคิดเห็น: