16 ธันวาคม 2551

พ่อหลวงของแผ่นดิน


หัวใจลูก ตั้งสัตย์ อธิฐาน เทวาวาล จงปกป้อง ครองรักษา

พ่อหลวงของ ปวงชน ไทยรามา อายุกว่า ร้อยปี ทวีพลัง

สาธุ...ฑีฆา ยุโก โหตุสดุดี พุทธานี้ ส่งผล กุศลหนุน

องค์ราชา พ่อฟ้า ธัมมาคุณ สังฆะบุญ สว่างเรือง ณ.ทรงชัย

14 ธันวาคม 2551

พระมหากษัตริย์นักปกครอง


เนื่องจากฐานะของพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ภายใตัรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีบทบาทโดยตรงทางการเมือง แต่ในทางปฏิบัติทรงเป็นประมุข ทรงเป็นผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นแบบอย่างในการปกครอง ทรงเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของประชาชน เวลาที่เกิดวิกฤตการณ์หรือ ความไม่มั่นใจในชาติ ดังเมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ยามที่เดือดร้อนที่สุด ประชาชนก็ไปขอ รับพระราชทานความร่มเย็นจากพระองค์ พระองค์ยังทรงเป็นที่พึ่งทางใจของประชาชนชาวไทยเสมอมา

พระเกียรติคุณก้องฟ้า


จากการที่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องมากกว่า ๔๐ ปี จนเป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรชาวไทย และชาวต่างชาติในนานาประเทศ ต่างพากันสดุดียกย่องด้วยการทูลเกล้า ฯ ถวายรางวัลประกาศพระเกียรติคุณ รวมทั้งการขอพระราชทานพระนามไปใช้เพื่อเป็นการสดุดีเฉลิมพระเกียรติในโอกาสต่าง ๆ มากมาย อาทิ

- สหพันธ์พิทักษ์เด็ก ( Save the Children Federation ) แห่งนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ขอพระราชทานวโรกาสทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญสดุดี “ First Distinguished Service Award ” เนื่องในโอกาสครบรอบ ๕๐ ปีของสหพันธ์ฯ ซึ่งนับเป็นรางวัลเกียรติคุณรางวัลแรกของสหพันธ์ฯ เป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในฐานะที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ พระราชทานความช่วยเหลือแก่ผู้อพยพชาวอินโดจีน

- บริษัทแบล็คแอนด์ ฟลอรี่ จากประเทศอังกฤษขอพระราชทานพระนามาภิไธยสิริกิติ์ ไปเป็นชื่อกล้วยไม้ที่ผสมพันธุ์ ขึ้นมาใหม่ ชื่อว่า แคทลียา ควีน สิริกิติ์

- มหาวิทยาลัยเซ็นโต้ เอส โคลา แห่งฟิลิปปินส์ ทูลเกล้า ฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม

- องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ( FAO )ได้ทูลเกล้า ฯ ถวายเหรียญ เซเรส (CERES) เพื่อสดุดีที่พระองค์ท่านทุ่มเทชีวิตให้แก่งานเกษตรกร โภชนาการ สังคมสงเคราะห์

- องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( UNESCO ) ทูลเกล้า ฯ ถวายเหรียญทองโบโรพุทโธ ในฐานะที่ทรงสนับสนุนให้มีการฟื้นฟู อนุรักษ์ และสืบสานงานทางด้านศิลปกรรมของไทยให้คงอยู่ต่อไป

- โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้า ฯ ถวายเหรียญทองเกียรติยศด้าน
สิ่งแวดล้อม

11 ธันวาคม 2551

เศรษฐกิจพอเพียง


เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตน ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 และพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 (ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540) เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในทางการเมืองของไทยแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทสำคัญในการสถาปนาอำนาจนำด้านอุดมการณ์ โดยเฉพาะอุดมการณ์กษัตริย์นิยมในสังคมไทย ในฐานะ "กษัตริย์นักพัฒนา" ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของอุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียง สิ่งเหล่านี้ถูกตอกย้ำและผลิตซ้ำโดยสถาบันทางสังคมต่าง ๆ เช่น สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ สื่อมวลชน ส่งผลให้เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทต่อการกำหนดอุดมการณ์การพัฒนาของประเทศ และการพยายามตีความเพื่อสร้างความชอบธรรมในการพัฒนาโดยปัญญาชนอย่าง ประเวศ วะสี, เสน่ห์ จามริก, อภิชัย พันธเสน และ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ซึ่งเชื่อมโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับอุดมการณ์วัฒนธรรมชุมชน ที่ถูกเสนอมาก่อนหน้าโดยองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่งตั้งแต่พุทธทศวรรษ 2520 ก็ได้ช่วยให้อุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียงขยายครอบคลุมส่วนต่าง ๆ ของสังคม
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและสาขาอื่น ๆ มาร่วมกันประมวลและกลั่นกรองพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) และได้จัดทำเป็นบทความเรื่อง "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" และได้นำความกราบบังคลทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2542 โดยทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทานและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำบทความที่ทรงแก้ไขแล้วไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของสำนักงานฯ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนโดยทั่วไป เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ได้รับการเชิดชูสูงสุดจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ และสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน มีนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ หลายคนเห็นด้วย และเชิดชู แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

พระราชกรณียกิจ


พระราชกรณียกิจด้านการเกษตรและการยกระดับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
ด้านการเกษตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสนใจด้านนี้ พระองค์ได้เสด็จเยี่ยม ไต่ถามความทุกข์สุขของประชาชน และรับฟังข้อปัญหาเกิดเป็นโครงการตามพระราชดำริต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการชลประทาน การพัฒนาดิน การวิจัยพันธุ์พืชและปศุสัตว์ เป็นต้น
ทรัพยากรน้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร พระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยพระราชทานแก่ คณะผู้อำนวยการสำนักงาน คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ว่า หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตนั้นอยู่ที่น้ำ ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้
โครงการตามพระราชดำริของพระองค์ มีทั้งการแก้ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาอุทกภัย รวมไปถึงการบำบัดน้ำเสีย โครงการพัฒนาแหล่งน้ำมีทั้งโครงการขนาดใหญ่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมได้ เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่จังหวัดลพบุรี จนถึงโครงการขนาดกลางและเล็กจำพวก ฝาย อ่างเก็บน้ำ โดยพระองค์ทรงคำนึงถึงลักษณะของภูมิประเทศ สภาพแหล่งน้ำ ความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ ประชาชนที่ได้รับประโยชน์และผลกระทบจากโครงการ มาเป็นหลักในการพิจารณา พระองค์ได้ทรงวิจัยและริเริ่มโครงการฝนหลวง เพื่อช่วยบรรเทาภัยแล้งสำหรับพื้นที่นอกเขตชลประทาน
ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลที่ประสบปัญหาน้ำท่วม และน้ำเน่าเสียในคูคลอง ทรงมีพระราชดำริเรื่องแก้มลิง ควบคุมการระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน ลำคลองต่าง ๆ ลงสู่อ่าวไทยตามจังหวะการขึ้นลงของระดับน้ำทะเล ทั้งยังเป็นการใช้น้ำดีไล่น้ำเสียออกจากคลองได้อีกด้วย เครื่องกลเติมอากาศ กังหันชัยพัฒนา ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยการเพิ่มออกซิเจน เป็นสิ่งประดิษฐ์หนึ่งของพระองค์ที่ได้รับสิทธิบัตรจาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพานิชย์ เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๖

10 ธันวาคม 2551

เทิดพระเกียรติ

ในหลวงของปวงชน



.... ตั้งแต่เราจำความได้ ได้อ่านหนังสือ เรียนหนังสือ ดูโทรทัศน์ ข่าวสาร เราจะจำได้ตั้งแต่เด็กว่า สองทุ่ม จะมีข่าวในพระราชสำนัก ก็เปนข่าวของ ในหลวงและพระราชินี สมเด็จย่าและพระพี่นางฯ และพระบรมวงศานุวงค์
เราจำได้ว่า เขาชอบพุดกันว่า เปนคนต่างจังหวัดนี่ดีนะเพราะอยู่ถึงไหนก้ได้เข้าเฝ้าในหลวง พระราชินี ไม่เหมือนคนใน กทม อยู่ใกล้วังแท้ๆ แต่โอกาสที่จะได้ชื่นชมพระบารมีนั้น น้อยกว่าคนบ้านนอก
ก็จริงดังที่เขาว่า เพราะตลอดเวลาที่ดูข่าวในพระราชสำนักมา เราจะเห็นภาพอันคุ้นตา คือในหลวงเสด็จพระราชดำเนินไปในที่ต่างๆ พร้อมกับพระราชินี่ ซึ่งแต่ละที่ล้วนแต่เป็นพื้นที่ทุรกันดารทั้งสิ้น ป่าเขา ลำธาร ต้องเดินย่ำน้ำ ปีนบันได ร้อน ฝุ่น เพื่อไปดูสถานที่ ที่ผสกนิกรของพระองค์ท่าน
เราจะเห็นพระอิริยาบถที่กระฉับกระเฉง สายพระเนตรที่แม่นยำและทะลุปรุโปร่ง ข้อมูลและคำถามที่ทรงทำการบ้านมาอย่างดี ไม่มีสิ่งใดหลุดรอดไปจากสายพระเนตร....แม้เด็กตัวเล็กๆที่ขมุกขมอม
...สามสิบปีก่อน บางพื้นที่ของอำเภอหัวหิน ที่ซึ่งเมื่อเราได้ยินจะนึกถึงแต่แหล่งท่องเที่ยวที่สะดวกสบาย แต่เมื่อ 30 ปีที่แล้วหลายพื้นที่ของหัวหินยังทุรกันดาร การเดินทางจากพื้นที่มายัง อำเภอหัวหิน ต้องใช้ถนนลูกรัง ที่ช่วงหน้าแล้งจะต้องเดินทางเป็นวันๆ ไปกลับต้องค้างคืนเพื่อส่งผลิตผลการเกษตร หน้าฝนไม่ต้องพูดถึงเดินทางเป็น 2 - 3 วันเพราะถนนแทบจะเป็นลำห้วย เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ต้องเอ่ยถึง ตามยถากรรมของชาวบ้าน คุณลุงท่านหนึ่งเล่าว่า วันหนึ่งของฤดุแล้งท่านนั่งทอดอาลัยไปกับถนนที่มีแต่ฝุ่นหน้าบ้าน พลันได้ยินเสียงเครื่องยนต์และเสียงผุ้คนหลากหลาย เหลือบไปก็เห็นเหมือนรถราชการ ท่านคงมาตรวจพื้นที่มั๊ง ลุงว่า แต่รถนั้นดันมาติดหล่มดินหน้าบ้าน ด้วยความที่ไม่คิดอะไรนอกจากน้ำใจของชาวบ้านป่า จึงเดินเคียนผ้าขาวม้าออกมาพลางเรียกลุกบ้าน
" อ้าวเฮ้ย รถติดหล่มโว้ย พวกเรา มาช่วยกัน "
ออกแรง ดันๆ ดึงๆ กับพวกลูกบ้านและพวกที่มาติดหล่มอยู่สักพัก รถก็หลุดจากหล่มดิน ทำเอาได้เหงื่อ พอหายเหนื่อยคุณลุงจึงทันได้สังเกตุว่าผู้คนที่รายล้อมอยู่นั้น มีทั้ง ทหาร ตำรวจ ข้าราชการอีกหลายคน เยอะแยะไปหมด สักพักคนขับรถก็เดินลงมาจากรถ เมื่อเห็นหน้าจนคุ้นตาแล้ว คุณลุงจึงสำนึกได้ถึงพระพักต์ของพระเจ้าอยุ่หัว จึงทรุดตัวลงนั่งพนมมือพร้อมลูกบ้านด้วยความตื่นเต้นแกมสับสน พระเจ้าอยุ่หัวทรงตรัสขอบใจคุณลุงและคนอื่นๆ แล้วทรงถามว่า อยากได้อะไร คุณลุงตอบด้วยเสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอ ว่า อยากได้ถนน ทรงแย้มพระสรวลและรับสั่งว่า จะจัดการให้ คุณลุงก้มลงกราบอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้ยินว่าตนเองจะมีโอกาสอย่างนี้ ในชีวิตนี้คิดไว้ว่าถึงตายไปถนนก็ยังคงไม่ได้สร้าง จึงรู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก ก่อนเสด็จกลับทรงล้วงกระเป๋าเสื้อและยื่นเงินจำนวนหนึ่งส่งให้คุณลุง รับสั่งว่า เอาเก็บไว้ฉันให้ หลังจากนั้นอีกเดือนเจ้าหน้าที่กรมทางก็เข้ามาถางทาง ทำถนน ใช้เวลา 2- 3 เดือน ถนนลาดยางเข้าสู่ อ.หัวหินก็เสร็จสมบูรณ์

...เราอ่านบันทึกนี้ด้วยความรู้สึกที่ตื้นตันและน้ำตาคลอทุกที

08 ธันวาคม 2551

ถวายรางวัลในหลวง นักประดิษฐ์ยิ่งใหญ่พระองค์แรกในโลก


ไวโป ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล “ในหลวง”
ผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญา พระองค์แรกของโลก

นายกิตติ วะสีนนท์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2550 องค์การทรัพย์สินทางปัญญาไวโป (WIPO)
ได้ออกแถลงข่าวเรื่อง การทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญา
(WIPO Global Leaders Award) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นนักประดิษฐ์
ทรงมีบทบาทในการส่งเสริมการใช้ทรัพย์สิน ทางปัญญา
ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อการพัฒนาชุมชนในชนบทของไทย
ให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เช่น กังหันน้ำชัยพัฒนา
และเทคโนโลยีการทำฝนเทียม


นายกิตติ กล่าวว่าในช่วงที่ผ่านมา
กรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
ได้ มีการจดทะเบียนสิทธิบัตรถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากกว่า 20 รายการ
และเครื่องหมายการค้าอีกจำนวน 19 รายการ


สำหรับรางวัลผู้นำโลกทางด้านทรัพย์สินทางปัญญา
ประกอบด้วยการประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และ เหรียญรางวัลอันสะท้อนถึงพระอัจฉริยภาพ
และพระวิริยะอันสูงส่งในการทรง เป็นผู้นำ
ในการส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญาในระดับชาติ ภูมิภาค และระหว่างประเทศ


ทั้งนี้ องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ ไวโป (WIPO)
ยังไม่เคยมอบรางวัลให้ผู้ใดมาก่อน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงเป็นพระองค์แรกของโลกที่ได้ รับการถวายรางวัลฯ ดังกล่าว

ข่าวจาก โพสต์ทูเดย์ — 29 มกราคม 2550

ในหลวงของเรา


ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล อดีตเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหรือ กปร.เขียนไว้
ในหนังสือ ใต้เบื้องพระยุคลบาท ยืนยันได้เป็นอย่าง ชัดเจนกับสมญานามเบื้องต้น โดย ดร. สุเมธ กล่าวว่า...............

ในโลกนี้ มีสถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่ประมาณ 10 กว่าสถาบัน ผมกล้าเรียนในที่นี้ว่า ไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ไหนในโลกนี้
ที่จะทรงงานให้กับประชาชน เท่ากับพระมหากษัตริย์ไทย คืออยู่ในสถานะที่เป็นผู้ให้บริการรับใช้ประชาชนไทย
ถึงแม้ว่าจะเป็นประมุขของประเทศแต่เมื่อคิดดูลึกซึ้งจริงๆ แล้ว ทรงบริการและรับใช้ประชาชน จริงๆ

ในหนังสือ ใต้เบื้องพระยุคลบาท ยังได้พูดถึงพระจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์อีกอย่างหนึ่ง ที่ผมเห็นว่าเป็นแบบอย่างที่ดีต่อประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ยิ่งในภาวะบ้านเมืองระส่ำระสาย ข้าวยากหมากแพงเงินทองฝืดเคือง
เพราะถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานอย่างนี้ แนวพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” ยิ่งดูมีคุณค่าอย่างมหาศาล ในยามที่ประชาชนชาวไทยไร้ที่พึ่งสิ้นหวังกับสภาพความเป็นอยู่ของบ้านเมือง ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ ภาครัฐ รณรงค์
ให้ประชาชนช่วยกันประหยัด งดใช้ของนอก อุดหนุนของไทยเพื่อไม่ให้เงินตราไหลออกนอก ซึ่งทำให้ประชาชน
ตื่นตัวกันพักใหญ่ แต่ก็ทำกันได้ลุ่มๆ ดอนๆ ครึ่งๆ กลางๆ ไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก ไม่นานก็หันกลับมาใช้นิสัยเดิมๆ เช่นเคย จะมีใครรู้บ้างไหมว่า

“พ่อหลวง”ของชาวไทยพระองค์นี้ ทรงยึดมั่นการประหยัด อดออม มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์แล้ว แม้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ก็ไม่เคยละทิ้ง
ซึ่งถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีของประชาชนทุกชนชั้น ไม่ว่าจะยากดีมีจนขนาดไหนก็ตาม

ดร.สุเมธเล่าว่า ....บางที เราประกาศโครมๆ ให้ประหยัดพวกเราก็ออกมาประหยัดครูอาจารย์ก็สอนให้ประหยัด
แต่ก็อดไม่ได้ เดี๋ยวก็ซื้อเสื้อ ซื้อผ้า แก้วแหวน เงิน ทอง แต่ปรากฏว่าเมื่อดูเข้าไปลึกซึ้งจริงๆ ดูให้อย่างมีประโยชน์แล้ว
ไม่มีอะไรจำเป็นจริงๆ เลย.. พระองค์ท่านทรงเป็นผู้นำอย่างแท้จริง ดูแค่ฉลองพระบาทเป็นต้น พวกตามเสด็จฯ ทั้งหลายใส่รองเท้านอก
และยิ่งมาจากต่างประเทศใส่แล้วนุ่มเท้าดี พระองค์กลับทรงรองเท้าที่ผลิตในเมืองไทย คู่ละร้อยกว่าบาท สีดำเหมือนอย่างที่นักเรียนใส่กัน แม้กระทั่งพวกเรายังไม่ซื้อใส่กันเลย

ดูสิ.....พระมหากษัตริย์ซื้ออะไรก็ได้ อย่าดูพระองค์เฉยๆ แต่มองให้ละเอียดถี่ถ้วน เราจะเกิดความประทับใจในพระองค์ฉลองพระองค์ปีแล้วปีเล่า 6-7 ปี ก็เป็นองค์นั้น ผมจำได้มีอยู่ 3 องค์ มีสีเทา แล้วก็ลายๆ สีน้ำตาล และก็อีกองค์หนึ่งสีน้ำเงิน

วันหนึ่งเป็นการละลาบละล้วงมาก ที่ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ ในพระราชวังเป็นการส่วนพระองค์
ก็นั่งถวายงาน ทรงฉลองเสื้อเชิ้ตปรากฏว่าคอเสื้อเชิ้ตของพระองค์ ซึ่งเป็นเรา เราคงทิ้งแล้ว ทรงใช้นาฬิกาเรือนละไม่กี่ร้อยบาท ทรงใช้ดินสอปีหนึ่งกองกลางในพระองค์

ท่านผู้หญิง มรว. บุตรี บอกผมมา ว่าปีหนึ่งพระองค์เบิกดินสอ 12 แท่ง เดือนละแท่งใช้จนกระทั่งกุด ใครอย่าไปทิ้งของท่านนะ ทรงกริ้วเลย ประหยัดทุกอย่าง เป็นต้นแบบทุกอย่าง ทุกอย่างนี้มีค่าสำหรับพระองค์หมด ทุกบาททุกสตางค์จะใช้อย่างระมัดระวัง
จะสั่งให้เราปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบ....

นี่เป็นแบบอย่างเพียงเศษเสี้ยว ของพระจริยาวัตรของพระองค์ ซึ่งถ้าหากคนไทยมีจิตสำนึกในเรื่องของการประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อโดยไม่จำเป็น รับรองได้เลยว่า บ้านเราเมืองเราจะไม่เป็นอยู่อย่างที่เห็น และจะอยู่รอดปลอดภัยประชาชนไม่ยากจน

ที่สำคัญที่สุดเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาฝรั่งจนเป็นขี้ข้าเขาเหมือนอย่างเช่นปัจจุบัน ประชาชนทุกหมู่เหล่าควรจะพิจารณาอย่างถ่องแท้
แล้วดำเนินตามเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์ ประเทศชาติจะได้อยู่ดีมีสุข พระองค์ก็จะทรงเหนื่อยน้อยลงด้วย

ไม่มีพระมหากษัตริย์ใดจะให้และยิ่งใหญ่เท่าพระมหากษัตริย์ไทยอีก แล้ว และ วันนี้ท่านทำอะไรเพื่อพระองค์แล้วหรือยัง

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน................

03 ธันวาคม 2551

9 คำพ่อสอน


เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๕ ธํนวาคม ๒๕๕๑ ขอน้อมนำพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “9 คำพ่อสอน” มาเป็นแนวทางในการประพฤติ ปฏิบัติ ปรับใช้กับชีวิตการงาน การเรียนและการทำงานของตน จุดประกายความคิด ความหวัง และความมุ่งมั่นตั้งใจในการใช้ชีวิต เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้ประสบความสุขและความสำเร็จ ก่อประโยชน์ให้ทั้งแก่ตนเองและสังคม
œ คนเราจะต้องรับ และจะต้องให้ “…..เมื่อรับสิ่งของได้มาก ก็จะต้องพยายามให้ ในการให้นั้นให้ได้โดยพยายามที่จะสร้างความสามัคคีในหมู่คณะและชาติ ทำให้หมู่คณะ และชาติ ประชาชนทั้งหลายมีความไว้วางใจซึ่งกันและกันได้ ช่วยที่ไหนได้ก็ช่วย ด้วยจิตใจที่เผื่อแผ่โดยแท้…”
œ ความพอดี “…ความพอเหมาะพอดี ไม่ทำเกินฐานะและกำลัง หรือทำด้วยความเร่งรีบ เมื่อมีพื้นฐานแน่นหนารองรับพร้อมแล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญก้าวหน้าในระดับที่สูงขึ้น ตามต่อกันไปเป็นลำดับ ผลที่เกิดขึ้นจึงจะแน่นอน….”
œ ความเพียร “…การสร้างสรรค์ตนเอง การสร้างบ้านเมืองก็ตาม มิใช่ว่าสร้างในวันเดียว ต้องใช้เวลา ใช้ความเพียร ต้องใช้ความอดทน เสียสละ แต่ที่สำคัญที่สุดความอดทนคือไม่ย่อท้อ ไม่ย่อท้อในสิ่งที่ดีงาม…”
œ การเอาชนะใจตน “…ในการดำรงชีวิตของเรา เราต้องข่มใจ ไม่กระทำสิ่งใดๆ ที่เรารู้สึกด้วยใจจริงว่าชั่วว่าเสื่อม เราต้องฝืนต้องต้านความคิดและความประพฤติทุกอย่างที่ขัดกับธรรม เราต้องกล้าและบากบั่นที่จะกระทำสิ่งที่เราทราบว่าเป็นความดี เป็นความถูกต้องและเป็นธรรม…”
œ พูดจริงทำจริง “…ผู้หนักแน่นในสัจจะ พูดอย่างไรทำอย่างนั้น จึงจะได้รับความสำเร็จ พร้อมทั้งความศรัทธาเชื่อถือ พร้อมทั้งความยกย่องสรรเสริญจากคนทุกฝ่าย การพูดและทำ คือพูดจริงทำจริง จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมเกียรติคุณให้เด่นชัดและสร้างเสริมความดี ความเจริญให้เกิดขึ้นทั้งแก่บุคคลและแก่ส่วนรวม…”
œ ความรู้ตน “…การรู้ตัวอยู่เสมอจะทำให้เป็นคนดีมีระเบียบ และคนที่มีระเบียบดีแล้วจะสามารถเล่าเรียนและทำการงานต่างๆ ได้โดยถูกต้อง รวดเร็ว จะเป็นคนที่จะสร้างความสำเร็จและความเจริญให้แก่ตนเอง แก่ส่วนรวมในอนาคตได้อย่างแน่นอน…”
œ ความซื่อสัตย์ “…ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง เด็กๆ จึงต้องฝึกฝน อบรมให้เกิดมีขึ้นในตนเอง เพื่อจักได้เติบโตขึ้นเป็นคนดี มีประโยชน์และมีชีวิตที่สะอาดที่เจริญมั่นคง…”
œ ความอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ “…ในวงสังคมนั้นเล่า ท่านจะต้องรักษามารยาทอันดีงามสำหรับสุภาพชน รู้จักสัมมาคารวะ ไม่แข็งกระด้าง มีความอ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ พร้อมจะเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม…”
œ หนังสือเป็นออมสิน “…หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมาแต่โบราณกาล จนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้…” ¸·¸

คนไทย…ต้องทำตัวให้สมกับที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ


ทุกครั้งประเทศชาติเกิดเหตุการณ์วิกฤต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญของชาติให้สามารถลุล่วงไปได้โดยปลอดโปร่งทุกครั้ง ดังเช่นพระราชดำรัสที่พระองค์พระราชทานให้กับคณะตุลาการและคณะผู้พิพากษาประจำศาล ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ทรงย้ำถึงเรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งต้องเป็นอย่างมีเหตุมีผล มีสภา มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตุโต) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ธรรมาธิปไตยไม่มา จึงหาประชาธิปไตยไม่เจอ” ซึ่งเกี่ยวกับ “ประชาธิปไตย” ว่า ประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครอง ว่ามีระบบที่กำหนดไว้หมดว่ามีการเลือกตั้งอย่างมีกระบวนการและขั้นตอน ซึ่งการมี “ระบบ” กำหนดจึงเป็นเรื่องของการ “เป็นไปอย่างมีเหตุมีผล” ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัส และเรื่องระบอกการปกครองนั้น ท่าน ป.อ.ปยุตุโต ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “…เวลาให้ความหมายเป็นทางการ เราพูดกันว่าประชาธิปไตย คืออำนาจอธิปไตย (sovereignty) ถ้าพูดกันแบบชาวบ้าน คือที่อำนาจตัดสินใจ (decision-making power) อันนี้จะเห็นทางปฏิบัติทันที
อำนาจตัดสินใจ เป็นหัวใจของระบบการปกครอง ใครมีอำนาจตัดสินใจสูงสุดนั้นคือตัวกำหนดระบบการปกครองนั้น ถ้าเป็นระบบเผด็จการคือบุคคลเดียว ที่เรียกว่า ผู้เผด็จการหรือผู้นำ มีอำนาจในการตัดสินใจ ถ้าเป็นประชาธิปไตย คือประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจหรือประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจตัดสินใจ เมื่ออำนาจตัดสินใจอยู่ที่ประชาชน ก็ต้องให้ประชาชนตัดสินใจอย่างถูกต้อง คือต้องมีธรรมาธิปไตย…” ยุทธศาสตร์การปกครองที่สำคัญของประเทศไทยจึงมี 2 ประการ คือ
- ยึดการปกครองที่ประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจซึ่งก็คือการปกครอง “แบบประชาธิปไตย”
- เร่งปรับปรุงคุณภาพประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพประชาธิปไตยของชาติให้มีคุณธรรม หรือจริยธรรม ที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบธรรมาธิปไตย”
ดังนั้น การปฏิรูประบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่พวกเราไม่เพียงต้องทำอย่างต่อเนื่อง หากควรเป็นไปอย่างมีสติสัมปชัญญะและเป็นแบบที่อารยชนพึงปฏิบัติ สิ่งที่ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับ “ระบบ” คือ “คุณภาพของคน” ซึ่งมีคุณสมบัติที่จะต้องให้ถึงพร้อมอย่างมาก
ปัจจุบัน “ความดีงาม” ในสังคมไทย ซึ่งเคยเป็น “เอกลักษณ์” ของชาติ เริ่มสึกหรอลงไป และ “ความก้าวร้าว” ได้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว สังคมไทยพลิกผันกลายเป็นสังคมที่ไม่มีความสุข เกิดความแตกแยก มุ่งที่จะเอาชนะกัน ไม่มีใครมองประโยชน์ของชาติและสังคมในองค์รวม หากความโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเมตตากรุณาอันเป็นเอกลักษณ์ (Unique Competenees) ของสังคมไทยต้องมลายไปพร้อมกับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ก็นับว่าชาติไทยได้พบกับ “ความสูญเสียครั้งใหญ่” ที่ประมาณค่าไม่ได้
ถ้าพวกเรารักในหลวง ต้องช่วยกันนำสิ่งเหล่านี้กลับคืนมา ต้องรีบทำตัวให้สมกับที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านมาโดยตลอดกว่า 60 ปีมานี้

02 ธันวาคม 2551

ในหลวงให้ทหารอดทน ทำให้ปชช.ศรัทธา-เชื่อถือ


วันนี้ (2 ธ.ค.) กองทัพบก จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตน และสวนสนาม ของทหารรักษาพระองค์ ตามที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยพิธีนี้ มีความหมายและมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับทหารเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นจอมทัพไทย และเป็นสัญลักษณ์แห่งความผาสุก ความสมัครสมานสามัคคี ตลอดจนเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยทุกคน
การสวนสนามจัดขึ้นเมื่อเวลา 16.30 น. ณ พระลานพระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งกองบัญชาการกองทัพไทย มอบให้กองทัพบกเป็นผู้รับผิดชอบ โดยมีทหารรักษาพระองค์จาก 3 เหล่าทัพ จัดกำลังพลเข้าร่วมสวนสนาม 2,815 นาย ประกอบด้วย นายทหารสัญญาบัตร นายทหารประทวน พลทหาร และนักเรียนนายร้อยจาก 3 เหล่าทัพ อัญเชิญธงชัยเฉลิมพล
โดยจะมี พล.ต.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เป็นผู้บังคับกองผสม นำกำลังทหารรักษาพระองค์ 4 กรม รวม 13 กองพันเข้าสวนสนาม โดยแต่งกายเครื่องแบบเต็มยศทหารรักษาพระองค์ และในปีนี้ ได้ปรับปรุงรูปแบบการเดินสวนสนาม ให้กระชับสั้นขึ้น เพื่อลดพระราชภาระ
พลแตรเดี่ยวเป่าสัญญาณเตรียมตัว หมู่เชิญธงชัยเฉลิมพลออกมาหน้าแถวเพื่อเตรียมเชิญธงฯ ไปยังหน้าพลับพลา หมู่เชิญธงฯ อัญเชิญธงฯ โดยการเดินเปลี่ยนสูงไปยังหน้าพลับพลา ดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาชัยจนทุกหมู่มาพร้อมกันที่หน้าพลับพลา
กระทั่งเวลา 17.20 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินออกทางประตูทวยเทพสโมสร ด้านหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ด้วยรถยนต์พระที่นั่ง ผู้บังคับกองผสมสั่งวันทยาวุธถวายความเคารพ ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี แตรเดี่ยวเป่าสัญญาณถวายคำนับ 3 จบ
พลตรีไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้บังคับกองผสมออกวิ่งไปยังหัวแถวทหารเพื่อไปถวายรายงาน และอัญเชิญเสด็จพระราชดำเนินทรงตรวจพลสวนสนาม เสร็จแล้วเสด็จพระราชดำเนินขึ้นพลับพลาที่ประทับ
นายทหารชั้นผู้ใหญ่ออกมาตั้งแถวหน้าพลับพลาที่ประทับ พลเอกทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทูลเกล้าฯ ถวายพานดอกไม้ ธูปแพ เทียนแพ และกล่าวคำถวายพระพร และนำทหารกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตน
จบแล้วดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารทุกนายถวายความเคารพและขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีถวาย ทหารปืนใหญ่ยิงสลุตเฉลิมพระเกียรติ 21 นัด ตามจังหวะเพลง ในสนามเสือป่ามีการปล่อยลูกโป่งสีและแพรถวายพระพร
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสตอบทหาร “ข้าพเจ้าและพระราชินี มีความปิติยิ่งนัก ที่ได้มาอยู่ในท่ามกลางเหล่าทหารรักษาพระองค์ และได้ฟังคำปฏิญาณที่ทุกคนกล่าวอย่างหนักแน่น ขอขอบใจในไมตรีจิตของทุกคน... คำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้แก่ข้าพเจ้านั้น เป็นสัจจะวาจาที่มีค่า ควรรักษาไว้โดยเคร่งครัด เพราะเป็นสิ่งที่จะคุ้มครองตัวท่านให้มีความเจริญและสวัสดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อที่จะรักษาไว้ซึ่งเกียรติยศ เกียรติศักดิ์ทหารรักษาพระองค์ แท้จริงแล้วการรักษาเกียรติยศ เกียรติศักดิ์เหล่านี้ ไม่ได้หมายถึงทำตัวให้เรียบร้อยเป็นสง่าสมกับชั้นยศ ตำแหน่ง หน้าที่เท่านั้น แต่ย่อมหมายถึงการปฏิบัติหน้าที่ของทหารให้ถูกต้อง สมบูรณ์ โดยเฉพาะการประพฤติ ปฏิบัติตนดี ให้เป็นที่ศรัทธา เชื่อถือของประชาชนด้วย ดังนั้นทหารรักษาพระองค์ทุกคน ไม่ว่าจะประพฤติ ปฏิบัติการใดต้องระมัดระวังกาย ใจ ให้มั่นคง เที่ยงตรง ให้มีความสัตย์ สุจริต สมัครสมานสามัคคี มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความเข้มแข็ง อดทน และอดกลั้น ถ้าทุกคนร่วมใจปฏิบัติดังนี้ ความดีความเจริญ จะบังเกิดขึ้นแก่ตัวท่านและหมู่คณะ ตลอดจนชาติบ้านเมือง เป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีของทหารรักษาพระองค์อย่างแท้จริง และยั่งยืน”
ที่มา http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=113666