
ทุกครั้งประเทศชาติเกิดเหตุการณ์วิกฤต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญของชาติให้สามารถลุล่วงไปได้โดยปลอดโปร่งทุกครั้ง ดังเช่นพระราชดำรัสที่พระองค์พระราชทานให้กับคณะตุลาการและคณะผู้พิพากษาประจำศาล ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ทรงย้ำถึงเรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งต้องเป็นอย่างมีเหตุมีผล มีสภา มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตุโต) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ธรรมาธิปไตยไม่มา จึงหาประชาธิปไตยไม่เจอ” ซึ่งเกี่ยวกับ “ประชาธิปไตย” ว่า ประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครอง ว่ามีระบบที่กำหนดไว้หมดว่ามีการเลือกตั้งอย่างมีกระบวนการและขั้นตอน ซึ่งการมี “ระบบ” กำหนดจึงเป็นเรื่องของการ “เป็นไปอย่างมีเหตุมีผล” ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัส และเรื่องระบอกการปกครองนั้น ท่าน ป.อ.ปยุตุโต ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “…เวลาให้ความหมายเป็นทางการ เราพูดกันว่าประชาธิปไตย คืออำนาจอธิปไตย (sovereignty) ถ้าพูดกันแบบชาวบ้าน คือที่อำนาจตัดสินใจ (decision-making power) อันนี้จะเห็นทางปฏิบัติทันที
อำนาจตัดสินใจ เป็นหัวใจของระบบการปกครอง ใครมีอำนาจตัดสินใจสูงสุดนั้นคือตัวกำหนดระบบการปกครองนั้น ถ้าเป็นระบบเผด็จการคือบุคคลเดียว ที่เรียกว่า ผู้เผด็จการหรือผู้นำ มีอำนาจในการตัดสินใจ ถ้าเป็นประชาธิปไตย คือประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจหรือประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจตัดสินใจ เมื่ออำนาจตัดสินใจอยู่ที่ประชาชน ก็ต้องให้ประชาชนตัดสินใจอย่างถูกต้อง คือต้องมีธรรมาธิปไตย…” ยุทธศาสตร์การปกครองที่สำคัญของประเทศไทยจึงมี 2 ประการ คือ
- ยึดการปกครองที่ประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจซึ่งก็คือการปกครอง “แบบประชาธิปไตย”
- เร่งปรับปรุงคุณภาพประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพประชาธิปไตยของชาติให้มีคุณธรรม หรือจริยธรรม ที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบธรรมาธิปไตย”
ดังนั้น การปฏิรูประบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่พวกเราไม่เพียงต้องทำอย่างต่อเนื่อง หากควรเป็นไปอย่างมีสติสัมปชัญญะและเป็นแบบที่อารยชนพึงปฏิบัติ สิ่งที่ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับ “ระบบ” คือ “คุณภาพของคน” ซึ่งมีคุณสมบัติที่จะต้องให้ถึงพร้อมอย่างมาก
ปัจจุบัน “ความดีงาม” ในสังคมไทย ซึ่งเคยเป็น “เอกลักษณ์” ของชาติ เริ่มสึกหรอลงไป และ “ความก้าวร้าว” ได้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว สังคมไทยพลิกผันกลายเป็นสังคมที่ไม่มีความสุข เกิดความแตกแยก มุ่งที่จะเอาชนะกัน ไม่มีใครมองประโยชน์ของชาติและสังคมในองค์รวม หากความโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเมตตากรุณาอันเป็นเอกลักษณ์ (Unique Competenees) ของสังคมไทยต้องมลายไปพร้อมกับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ก็นับว่าชาติไทยได้พบกับ “ความสูญเสียครั้งใหญ่” ที่ประมาณค่าไม่ได้
ถ้าพวกเรารักในหลวง ต้องช่วยกันนำสิ่งเหล่านี้กลับคืนมา ต้องรีบทำตัวให้สมกับที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านมาโดยตลอดกว่า 60 ปีมานี้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น